มากกว่ารัก ยิ่งกว่าเลิฟ นิยามรักอบอุ่นครอบครัว หมิว ก้อง ศศิประภา

มากกว่ารัก ยิ่งกว่าเลิฟ นิยามรักอบอุ่นครอบครัว หมิว ก้อง ศศิประภา

มากกว่ารัก ยิ่งกว่าเลิฟ นิยามรักอบอุ่นครอบครัว หมิว ก้อง ศศิประภา
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

“มากกว่ารัก ยิ่งกว่าเลิฟ”
นิยามรักอบอุ่นครอบครัว หมิว ก้อง ศศิประภา

Secret ต้อนรับวันครอบครัวด้วยบรรยากาศอบอุ่น ที่อบอวลไปด้วยความรักของแม่ "หมิว ลลิตา ศศิประภา" นางเอกยอดนิยมตลอดกาล และพ่อ "ก้อง พ.ต.ท นรบดี ศศิประภา" ที่มาพร้อมสองหนุ่มน้อยวัยมันส์ “พี่แพลงต้อน” ศศิเดช ศศิประภา และ “น้องอีตั้น” ศักดิเดช ศศิประภา

ก่อนจะถามคำถามแรก สองหนุ่มก็มาอ้อนขอออกไปเล่นบอลโชว์พลังที่สนามหญ้าลอยฟ้าของโรงแรมสุดหรูเอส31 ซึ่งอยู่ติดกับล็อบบี้ที่เรานั่งคุยกัน แม้แม่หมิวพ่อก้องจะเปิดไฟเขียวให้ออกไปได้ แต่ก็หันไปดูลูกทั้งสองอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆอยู่ตลอดเวลา

ตอนนี้แพลงต้อนกับอีตั้นกำลังโตเป็นหนุ่ม พลังเหลือเฟือ ไม่ทราบว่าเลี้ยงง่ายกว่าตอนเล็กๆ ไหมคะ
หมิว : ตอนนี้แพลงต้อนอายุย่าง 14 ปี ส่วนอีตั้นย่าง 12 ปี สมัยลูกเด็กๆ เลี้ยงง่ายกว่าตอนนี้เยอะ ตอนนั้นเราเหนื่อยตรงแค่ไม่ได้นอนเท่านั้น แต่พอเขาโตขึ้นก็เลี้ยงยากขึ้นเรื่อยๆ เป็นความเหนื่อยในการใช้จิตวิทยา ต้องพูดสอนเขา ยิ่งโตเขาก็ยิ่งมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น บางครั้งพูดไม่คิด ต้องคอยเตือน ก็พยายามเข้าใจเขานะคะ แต่บางทีพอมีงานยุ่งๆ ก็อดมีอารมณ์ไม่ได้เหมือนกัน สองคนนี้จึงถูกดุทุกวัน วันละหลายๆ รอบ ตั้งแต่เช้าตื่นนอนจนถึงหยดสุดท้ายคือก่อนเข้านอน เรียกว่าต้องดุกันแทบทุกนาทีเลยค่ะ (หัวเราะ)

ก้อง
: เราต้องใจเย็นขึ้นครับ เพราะแต่ละวันเขาจะมีสไตล์ มีท่าทางของเขา อันไหนที่เราเห็นว่าไม่เหมาะสมก็เตือนกันไป เขาก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง


ลูกๆ มีความเป็นตัวของตัวเองสูงอย่างนี้ คุณหมิวกับคุณก้องมีวิธีดูแลเขาอย่างไรคะ
ก้อง : สนับสนุนให้เล่นกีฬาเพื่อให้เขารู้จักกฏกติกา แพลงต้อนเตะบอล ส่วนอีตั้นเล่นเทนนิสและเรียนดนตรีที่ร็อค อคาเดมีวันอาทิตย์

หมิว : ที่ให้เรียนดนตรีร็อค เพราะคิดว่าเขาจะได้ระบายพลังออกมาบ้าง แต่ปรากฏว่า ดนตรีร็อคยิ่งทำให้เขามีความมั่นใจในตัวเองสูงขึ้น และแสดงความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ซึ่งหมิวคิดว่านี่เป็นข้อดีนะ ลูกหมิวไม่กลัวใคร เข้าได้กับทุกคน แต่ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง ก็กลัวเหมือนกันว่าเขาจะดูก้าวร้าวไม่น่ารัก แต่เชื่อว่าค่อย ๆ ตะล่อมให้เขาอยู่ในแนวทางของศีลธรรมวัฒนธรรมที่ดีได้


ทั้งสองคนมีใครฉายแววเป็นนักแสดงเหมือนคุณแม่หรือเป็นตำรวจเหมือนคุณพ่อบ้างไหมคะ
หมิว : เราชอบดูหนังกันทั้งครอบครัว กิจกรรมยามว่างของเราคือ ไปโรงภาพยนตร์หรือไม่ก็ซื้อดีวีดีมาดูที่บ้าน จากที่หมิวสังเกต แพลงต้อนชอบดูหนังมาก เขาจะอินไปกับหนังทุกเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตคนทำให้หมิวได้โอกาสสอนลูกไปด้วย ส่วนอีตั้นไม่อินกับการดูหนังเท่าไหร่ ออกแนวเล่นดนตรีโชว์ที่โรงเรียนมากกว่า แต่เวลาขึ้นเวที เขายังกลัว ยังประหม่า ซึ่งหมิวว่าน่ารักปนตลกดีค่ะ

ส่วนอนาคตจะเป็นตำรวจเหมือนคุณพ่อหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ตัวเขาเองว่าชอบไหม วันนี้ทั้งสองคนยังไม่ฉายแววชัดเจนเท่าไหร่นัก อีกอย่างหมิวอยากให้เขาสนใจเรื่องการเรียนให้เต็มที่ เพราะการเรียนเป็นพื้นฐานของทุกอาชีพ แต่ถ้าถามว่าใครเรียนเก่งกว่ากัน แพลงต้อนตั้งใจเรียนมากกว่า มีความรับผิดชอบมากกว่า ส่วนอีตั้นออกแนวสันทนาการ ชอบกิจกรรม ชอบอยู่กับเพื่อน เขาเป็นที่รักของเพื่อนฝูง


แล้วในด้านศีลธรรม มีการได้ปลูกฝังให้ลูกๆ อย่างไรบ้างคะ
ก้อง : ปกติผมชอบสวดมนต์นั่งสมาธิ เพราะเคยบวชที่วัดเบญจมบพิตรและวัดพระศรีมหาธาตุ ได้เรียนกับมีพระอาจารย์สอนปฏิบัติกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น จึงนำหลักการนี้มาสอนลูก อย่างตอนเย็นเวลาผมสวดมนต์ก็ให้ลูกมานั่งสวดด้วย แม้เขานั่งไม่ได้นาน แต่แค่กราบพระและท่องนะโมตัสสะฯผมก็พอใจแล้ว คือให้เขาค่อยๆ ซึมซับไปเรื่อยๆ บางทีก็พาเขาไปทำบุญที่วัด แม้เขาจะบ่นมากหน่อย แต่อย่างน้อยเขาได้เห็นว่าเราพาไปทำบุญ ผมเชื่อว่าสิ่งดีงามนี้จะติดตัวและอยู่ในใจเขาจนโต

หมิว : ส่วนหมิวแม้จะไม่ได้ปฏิบัติต่อเนื่องเหมือนก้อง แต่เวลามีเรื่องหนักใจไม่สบายใจก็เอาหนังสือธรรมะเก่าๆที่เคยศึกษามาอ่าน ซึ่งช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ช่วงไหนยุ่งมากๆ จะเอาคำสอนต่างๆ แปะไว้ตามฝาบ้าน เวลาเดินผ่านจะได้เห็นบ่อยๆ ซึ่งหมิวก็พยายามสอนลูกด้วย


คุณหมิวคุณก้องใช้หลักธรรมใดในการดูแลครอบครัวคะ

ก้อง : ผมกับหมิวแต่งงานกันมา 13 ปี เป็นธรรมดาที่ต้องมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่ทุกครั้งเราจะทำใจเย็นๆแล้วค่อยคุยกัน ถ้าผมผิด ผมจะยอมรับและแก้ไขตัวเอง พยายามปรับตัวให้ได้มากที่สุด

หมิว : บ้านเรายึดศีล 5 เป็นพื้นฐานในการอยู่ร่วมกัน ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป ยืดหยุ่นได้นิดหน่อย การมีศีลทำให้เราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข เรื่องหนักๆ ก็กลายเป็นเบา และเวลามีปัญหาเกิดขึ้น สิ่งที่เราทำคือการพยายามลดอัตตาตัวตนของตัวเอง เพื่อจะได้ไม่ระเบิดอารมณ์ใส่กันจนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต


แล้วศีล 5 ข้อไหนรักษายากที่สุดคะ
หมิว : (หยุดคิดก่อนตอบ) ข้อมุสาฯค่ะ เพราะบางทีที่เราพูด ไม่ใช่แค่โกหกอย่างเดียว แต่ยังพูดสอดเสียดทำร้ายกัน ซึ่งผิดศีล คำพูดนี่แหละที่ทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่

ก้อง : ผมว่าบางเรื่องหากพูดความจริงแล้วก่อให้เกิดสิ่งไม่ดีตามมา เราก็ต้องพิจารณา ต้องเบี่ยงเบนคำพูดบ้างในบางครั้งเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น เพื่อให้ไม่ทำร้ายจิตใจกัน


คุณหมิวคุณก้องเป็นห่วงลูกเรื่องอะไรมากที่สุดคะ

ก้อง : ผมกลัวลูกหาย (หัวเราะ) โดยเฉพาะเวลาเดินห้าง ต้องให้เขาอยู่ในสายตาตลอด ผมว่านาทีนี้สังคมบ้านเราน่ากลัว เกิดมีคนคิดไม่ดี อุ้มลูกหายไป ผมคงรู้สึกแย่ ถึงแม้ตอนนี้เขาเริ่มโตแล้ว แต่เราก็ต้องรู้ว่า เขาอยู่ที่ไหนทำอะไร

หมิว : หมิวห่วงเขาเรื่องความปลอดภัยมากๆ ตอนนี้เขาเริ่มขอไปกับเพื่อนวันเสาร์-อาทิตย์ เราก็กลัวไปต่างๆ นานา จริงๆ ควรต้องยืดหยุ่นบ้าง ไม่ปล่อยเลยก็ไม่ได้ เพราะเด็กจะไม่ได้เรียนรู้ แต่เราก็ห่วงเขามากๆ เวลาเขาเล่นกัน ผลักกันแรงๆ บางทีตีกันด้วยของแข็งๆ หรือเล่นผาดโผนที่เสี่ยงต่อการเจ็บตัวก็จะห่วงมาก เพราะอีตั้นเคยเย็บมาสองรอบแล้ว เวลาที่โรงเรียนโทรมาทีไร ใจคอไม่ค่อยดี ว่าคราวนี้จะมีอะไรหัก อะไรหวิ่นบ้าง กลัวมากเลย (พูดจบหมิวก็ลุกไปดูลูกทันที ปล่อยให้ก้องเล่าต่อ)

ก้อง : จริงๆ แล้วเขาเป็นเด็กร่าเริงทั้งสองคน อย่างที่หมิวบอกลูกผมไม่กลัวใคร ไม่ใช่กร่างนะ แต่เข้าได้กับทุกคน ทั้งสองคนเป็นเด็กที่มีพลังมาก แต่แพลงต้อนนิ่งกว่าอีตั้น เพราะโตกว่า เจ้าตัวเล็กก็อย่างที่เห็น ทีมงานอยู่กับเขาครึ่งวันเป็นยังไงล่ะ เห็นความซ่าหรือยัง (หัวเราะ)


เคยคิดให้ลูกฝึกสมาธิหรือพาไปบวชเรียนบ้างไหมคะ
ก้อง : ผมสนใจเรื่องนี้มากนะ เพราะการมีสมาธิจะช่วยให้เขาทำอะไรได้เยอะมาก ถามว่าฝึกได้ไหม ผมว่าฝึกได้ แต่ถ้าเรายังไม่ได้พาเขาไปฝึกอย่างจริงจัง ก็ค่อยๆ ฝึกในแบบของเราไปก่อน ผมจะฝึกสมาธิเวลาขับรถไปทำงานตอนเช้า โดยเปิดหน้าต่าง และดูลมหายใจตัวเองไปเรื่อยๆ หรือเวลาที่วุ่นมากๆ หรือมีอะไรเข้ามากวนใจเยอะๆ ผมจะพยายามกลับมาสนใจอยู่ที่ลมหายใจ แล้วค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละเรื่อง ผมอยากให้ลูกทำได้เหมือนกัน (หมิวเดินกลับมาสมทบและได้ยินเรื่องการฝึกสมาธิพอดี)

หมิว : จริงๆ ก็ควรนะ สมาธิดีสำหรับทุกอย่าง สองคนนี้เคยบวชเหมือนกันแต่บวชหน้าไฟ วันเดียว ตกเย็นก็หิวแล้ว (หัวเราะ) รอให้เขาโตอีกหน่อยจะพาไปเข้าคอร์สฝึกสมาธิ หมิวขาดตรงนี้ไปเยอะมาก เมื่อก่อนยังมีวินัยเรื่องนี้มากกว่านี้ เพราะพอไปทำบ้านไว้ที่ชะอำ ก็เลยไปแต่บ้าน วัดไม่ค่อยได้ไป ถ้าลูกมีสมาธิมากกว่านี้เขาคงไม่ซ่าขนาดนี้ (หัวเราะ)


ลูกมีความหมายกับชีวิตของคุณหมิวคุณก้องอย่างไรบ้างคะ
หมิว : ลูกคือสุดยอดของชีวิต คือครอบครัวของเรา เราต้องอยู่ด้วยกัน ลูกคือทุกสิ่ง ถ้าไม่มีเขา หมิวต้องเหงาแน่ๆ ทั้งๆ ที่ทุกวันนี้ หมิวอารมณ์เสียเพราะลูกวันละหลายร้อยรอบนะ (หัวเราะ) แม้จะดุเขา หรือหงุดหงิด เสียงดัง แต่พอลูกไม่อยู่ โอ๊ย ทำไมบ้านเงียบขนาดนี้

ก้อง : แต่พอลูกอยู่ก็เรียกลูกทั้งวี่ทั้งวัน เดี๋ยวต้อน เดี๋ยวตั้น (หัวเราะ) จะบ้าตาย (หัวเราะร่วน)

หมิว : หมิวอยากเห็นเขาเรียนจบรับปริญญา คือเขาจะเป็นอะไรก็ได้นะ แค่อยากให้เขาดูแลตัวเองได้

ก้อง : อีกหน่อยเขาก็ไม่ได้อยู่กับเราแล้ว ต้องมีแฟน มีเพื่อน มีสังคมของเขา ตอนนี้เขาเริ่มเป็นวัยรุ่น ผมอยากให้เขารู้สึกว่าพ่อแม่เป็นเพื่อนที่สามารถไปไหนมาไหนด้วยกันได้สี่คน

หมิว : หมิวไม่อยากให้ลูกมีความลับกับเรา ถ้าเขาจะดูหนังติดเรท เราก็จะนั่งดูด้วย (หัวเราะ)


ครอบครัวคุณดูผูกพันกันมาก แต่คำสอนของศาสนาพุทธท่านไม่ให้เรายึดติด เคยคิดถึงวันที่อาจจะต้องจากกันบ้างไหม

หมิว : ไม่ได้ เราต้องอยู่ด้วยกัน หมิวไม่เคยคิดถึงว่าเราจะแยกจากกันเลย ยังไม่นิพพาน แค่คิดว่าจะให้ลูกไปเรียนเมืองนอกยังไม่อยากคิดเลย อยากให้อยู่ด้วยกันก่อน

ก้อง : แต่ถ้าไปอยู่โรงเรียนประจำ แล้วได้ฝึกเรื่องระเบียบวินัย ได้ฝึกดูแลตัวเอง ก็อยากให้เขาไปนะ แต่คงคิดถึงลูกแน่ๆ


รักลูกมากขนาดนี้ เขาถือได้ว่าเป็นทุกๆ ลมหายใจเข้า-ออกของเราเลยหรือเปล่าคะ
หมิว : ไม่ถึงขนาดนั้นค่ะ แต่เวลาอีกครึ่งชีวิตทั้งหมดที่เหลือ หมิวจะให้เขาเป็นหลัก เพราะหมิวยังต้องทำงาน ต้องดูแลคุณแม่ ซึ่งเป็นลมหายใจของเราเหมือนกัน แต่เป็นลมหายใจเก่าที่เราต้องเอาใจใส่ ฉะนั้นเวลาในชีวิตเราต้องจัดสรรให้ดี ต้องแบ่งเวลาดูแลลูก สามี พ่อแม่ เพื่อนฝูง และตัวเราเองด้วย

ถึงวันนี้คุณทั้งคู่ภูมิใจในตัวลูกชายทั้งสองคนนี้ตรงไหนคะ
ก้อง : ภูมิใจที่เขาเป็นเด็กจิตใจดี ชอบเทคแคร์คน เวลาไปไหน ก็จะดูแลคนข้างๆ โดยเฉพาะอีตั้นชอบมีของติดไม้ติดมือมาฝากที่บ้านตลอด เขาเป็นเด็กมีน้ำใจ คิดถึงคนอื่น ส่วนต้อนเป็นคนตรงๆ เวลาบอกให้เขาดูแลใคร เขาจะดูแลเป็นอย่างดี

หมิว : การที่ลูกกำลังเป็นวัยรุ่นและพยายามแสดงความเป็นตัวของตัวเองให้คนอื่นเห็น ก็เพื่อต้องการบอกว่า เขาโตแล้ว แต่ความจริงลึกๆ หมิวรู้ว่าเขายังอ่อนไหว ยังต้องการความรักความอบอุ่น อยากให้พ่อแม่เอาใจใส่ดูแล คือในสายตาเราเขาก็ยังเป็นเด็กอยู่

แม้ว่าคุณหมิวกับคุณก้องจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานและดูแลลูก แต่ก็ยังดูแลกันและกันได้ดี ไม่ทราบว่ามีเคล็ดลับการครองเรือนอย่างไรคะ
ก้อง : เคล็ดขัดยอก (หัวเราะ)

หมิว : หมิวว่ามันเป็นความรู้สึกล้วนๆ เป็นคอมมอนเซ้นส์ เรารู้ว่าทำอย่างไรเขาจะชอบหรือไม่ชอบ เราอยู่ด้วยกันด้วยความรู้สึกเกรงใจซี่งกันและกัน ที่ผ่านมามีเรื่องผิดพลาดอะไรก็ให้อภัยกัน แต่ถ้าต้องให้อภัยบ่อยๆ ก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ(หัวเราะ) ตอนสาวๆ อาจยึดติดว่านี่ของๆ ฉันนะ ตอนนี้ก็ยังเป็นของฉัน (หัวเราะ) หมิวหมายความว่า ยึดได้ แต่ต้องให้พอดี เราอยู่ด้วยกันมานานก็ปล่อยวางมากขึ้น อีกอย่างก้องดูแลตัวเองได้ดีอยู่แล้ว พอระหว่างเรารู้สึกสบายๆ ตอนนี้ก็เลยหันมาให้ความสนใจกับลูก อย่างที่บอก ลูกเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเรา เขาเป็นสิ่งมีค่าที่สุดที่ต้องดูแลกันไปจนตลอดชีวิต นี่เราเพิ่งให้ลูกแยกห้องนอนเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง แต่ทุกวันนี้เรายังอยากกอดอยากหอมลูก อยากมีลูกอยู่ใกล้ๆ ลูกทำให้ครอบครัวเราสมบูรณ์ มีความสุขอบอุ่น ถึงแม้เขาจะชอบกวนประสาทหมิววันละหลายๆรอบก็ตาม (หัวเราะ)


อยู่ด้วยกันมานาน คุณหมิวกับคุณก้องประทับใจกันและกันเรื่องอะไรบ้างคะ
หมิว : ก้องเป็นคนสำคัญที่หมิวนึกถึงเป็นคนแรกเวลาเจอปัญหาที่ต้องคิดหนัก เขาช่วยหมิวได้เสมอ ก้องเป็นตัวอย่างที่ดีกับลูก โดยเฉพาะเรื่องความกตัญญู เขาดูแลเอาใจใส่คุณปู่ (พลเอกอัครพล ศศิประภา) มาก ลูกๆ ได้เห็นตัวอย่างที่ดีตรงนี้ จริง ๆ แล้ว ลูกจะเป็นคนอย่างไร ไม่ต้องดูที่ไหนไกล ดูที่พ่อแม่นี่แหละค่ะ ลูกเป็นอย่างไรก็สะท้อนถึงพ่อแม่ว่าเป็นคนอย่างไร นี่เป็นเรื่องจริง

ก้อง : หมิวเป็นคนมีความรับผิดชอบมาก ทั้งเรื่องงานเรื่องครอบครัว ลูกกล้าคุยกับหมิวมากกว่าผม เขาใส่ใจในทุกรายละเอียดของลูก ทุกๆ เช้าหมิวต้องลงมาดูลูกกินข้าว เสร็จแล้วค่อยไปทำงาน เมื่อถึงเวลาไปรับลูก ก็จะพุ่งตรงไปรับลูกทันที เพราะอยากไปดูสังคมของเขา บางครั้งไปแอบอยู่ตามซอกตึก (หัวเราะ) ดูว่าลูกอยู่กับใคร หรือกำลังแอบเล่นอะไรสำหรับหมิวลูกมาก่อนเสมอ ซึ่งผมรู้สึกโอเคมากๆ

ที่ประทับใจอีกอย่างคือ หมิวเป็นคนไม่ตามกระแสเลยนะ ผมกล้าพูด ถ้ามีเงินเขาจะเอาไปลงกับบ้านกับครอบครัวมากกว่า นี่เป็นข้อดีของเขาอีกข้อหนึ่ง ไปไหนก็หิ้วกระเป๋าผ้า ซึ่งผมชอบที่หมิวเป็นแบบนี้

หมิว : หมิวใช้ชีวิตให้อยู่บนความพอดี พยายามสอนลูกว่าเวลาเห็นเพื่อนซื้อของแพงๆ แม่ไม่ได้มีแบบนั้นนะ หมิวพาเขาไปกองถ่ายฯด้วย เพื่อให้เขาเห็นว่าเราทำงานลำบาก กว่าจะได้เงินมาไม่ใช่ง่ายๆ แต่คนที่ซื้อของแพงๆ นั่นก็เป็นความสุขของเขานะ ตราบใดที่ไม่ได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็ไม่ผิดอะไร ถ้าจะผิดก็ตรงที่ไม่มีเงินแล้วไปซื้อของฟุ่มเฟือย หรือใช้เงินเกินตัว ทำให้ครอบครัวย่ำแย่ หากเป็นอย่างนี้ก็แสดงว่าเลือกเดินทางผิด


Secret Box

ครอบครัวเหนือกว่าคำว่า “ความรักความผูกพัน” เพราะเราจะมีกันและกันตลอดไป
ลลิตา ศศิประภา

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook