ฟ้าหลังฝน ย่อมงดงามเสมอ จอยซ์ – กรภัสสรณ์ รัตนเมธานนท์ (2)

ฟ้าหลังฝน ย่อมงดงามเสมอ จอยซ์ – กรภัสสรณ์ รัตนเมธานนท์ (2)

ฟ้าหลังฝน ย่อมงดงามเสมอ จอยซ์ – กรภัสสรณ์ รัตนเมธานนท์ (2)
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

(ต่อเนื่องจากตอนที่ 1)

จอยซ์มีชีวิตอิสระมาตลอด โดยไม่เคยคาดคิดเลยว่าวันหนึ่งตัวเองต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงสูงอย่างไร้ซึ่งอิสรภาพถึง 8 ปี

ความผิดที่ยอมรับ

วันเกิดเหตุการณ์ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ว่าจอยซ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตอนนั้นจอยซ์ไม่ได้โทร.ขอความช่วยเหลือจากใครเลยสักคน เพราะรู้ว่าตัวเองผิดจริง ๆ จึงไม่กล้าบากหน้าไปให้ใครช่วย แม้แต่ป๊ากับหม่าม้าก็ไม่ได้โทร.หาท่านเลย ท่านรู้เรื่องในวันรุ่งขึ้น เพราะเห็นข่าวจากทีวีจึงรีบมาหา

ตอนแรกจอยซ์ไม่รู้เลยว่าข่าวออกไปอย่างไร รู้เพียงแต่ว่ามีนักข่าวมารอเยอะมากภายหลังจึงรู้ว่าตัวเองเป็นผู้ต้องหาในคดีค้ายาเสพติดด้วย ทั้ง ๆ ที่ความจริงเราไม่ได้เป็นผู้ขายแน่นอน แต่ก็พูดหรือให้ข่าวอะไรไม่ได้เพราะอาจมีผลต่อรูปคดี

นับแต่วันที่เป็นข่าว จอยซ์ถูกฝากขังและเข้าเรือนจำทันที ชีวิตพลิกผันไปเร็วมากจนไม่มีเวลาตั้งตัว เวลานั้นได้แต่บอกตัวเองว่า “มาถึงตรงนี้แล้ว ต้องยอมรับให้ได้”ก้าวแรกที่เข้าสู่เรือนจำ จอยซ์ไม่ได้กลัว แค่กังวลใจว่าสภาพจะเป็นอย่างไรเพราะต่อไปนี้จะไม่มีอิสรภาพเหมือนเดิมอีกแล้ว ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ ต้องยอมรับและปรับตัวให้ได้โดยเร็วที่สุด

ตอนที่เข้าไปในนั้น ข่าวของจอยซ์ดังมาก ทำให้คนข้างในอยากรู้เรื่องของจอยซ์เยอะ วันแรก ๆ มีแต่คนมาถามว่า เรื่องเกิดขึ้นได้ยังไง โดนคดีอะไรบ้าง และถามเรื่องราวชีวิตของเรามากมาย จอยซ์ต้องตอบคำถามเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น จนวันหนึ่งจอยซ์รู้สึกเหนื่อยและเครียดมาก ไม่อยากตอบเรื่องนี้กับใครอีกแล้ว จึงหนีไปนั่งร้องไห้ใต้โต๊ะเพื่อไม่ให้ใครเห็น พอได้ร้องไห้ออกมาก็รู้สึกโล่งและผ่านวันนั้นไปได้

แรก ๆ จอยซ์พยายามทำตัวร่าเริงยิ้มแย้มแจ่มใสกับทุกคน เพราะไม่อยากโดนด่าว่าหยิ่งหรือนิสัยไม่ดี แต่มันกลับยิ่งทำให้จอยซ์อึดอัดมากเข้าไปอีก เพราะฝืนความเป็นธรรมชาติของตัวเองที่ไม่ค่อยยุ่งหรือสุงสิงกับคนที่ไม่สนิท กว่าที่จะ

ส่วนสภาพแวดล้อมในเรือนจำที่เคยกังวลกลับไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ที่นี่เป็นเหมือนเมืองเล็ก ๆ ที่สงบ ถนนสะอาด ต้นไม้ร่มรื่น เพียงแต่ไม่มีพื้นที่ส่วนตัวใด ๆ และมีกฎเกณฑ์มากมาย หลายครั้งจอยซ์หวนคิดถึงวันเวลาที่ได้อยู่โลกข้างนอก คิดถึงครอบครัวสถานที่ที่เคยไป แต่สุดท้ายก็ต้องยอมทำใจว่าไม่สามารถใช้ชีวิตอิสระเช่นนั้นได้อีกแล้วเปิดโลกด้วยการอ่านและการเรียนรู้

หลังจากถูกฝากขัง 1 ปีจึงได้ขึ้นศาลครั้งแรก และศาลชั้นต้นตัดสินให้จำคุก 8 ปี 1 เดือน ตั้งแต่วันนั้นจอยซ์ขีดฆ่าที่ปฏิทินทุกวันเพื่อนับถอยหลังรอวันที่จะได้รับอิสรภาพ การใช้ชีวิตในนี้ เวลาเดินไปอย่างเชื่องช้าจอยซ์จึงหากิจกรรมที่ทำให้รู้สึกว่าแต่ละวันผ่านไปเร็วขึ้น จึงเริ่มหันมาอ่านหนังสือตอนนั้นคิดว่า ถ้าฝึกตัวเองให้อ่านหนังสือจบได้สักเล่มหนึ่งน่าจะดี เพราะเมื่อก่อนไม่ชอบอ่านหนังสือเลย อ่านได้สามบรรทัดก็หลับแล้ว

หนังสือเล่มแรกที่หยิบมาอ่านคือ The Da Vinci Code ของ แดน บราวน์ เนื้อเรื่องสนุก ซับซ้อน ชวนให้คิดอะไรได้เยอะแยะจอยซ์จึงประทับใจเล่มนี้มาก จากนั้นจอยซ์ก็อ่านหนังสือทุกหมวด ทั้งนิยาย การ์ตูนสารานุกรม ประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่หนังสือวิชาการ ซึ่งทั้งได้ความรู้และได้ใช้ความคิดจอยซ์อ่านหนังสือเยอะมากจริง ๆ จนรู้สึกรักหนังสือไปเลย

นอกจากนี้จอยซ์ยังอบรมวิชาชีพเกือบทุกอย่างที่เปิดสอน ทั้งเย็บปักถักร้อย ทำผ้าบาติก คอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษการดูแลคนชรา - เด็กทารก ที่เรียนทุกอย่างเพราะรู้สึกสนุกที่ได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่และได้ความรู้ติดตัว ที่สำคัญคือ ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการนั่งทุกข์หรือคิดมากเรื่อยเปื่อยดังนั้นไม่ว่าจะมีเปิดอบรมอะไร จอยซ์เข้าร่วมเสมอ เพราะคิดว่าถ้าเราอยู่ข้างนอกคงไม่ได้ลองเรียนรู้สิ่งเหล่านี้แน่ ๆ

และที่ภูมิใจที่สุดคือ การเรียนจบปริญญาตรี สาขานิเทศศาสตร์ กลุ่มวิชาภาพยนตร์ จากมหาวิทยาลัยสุโขทัย-ธรรมาธิราช เรียนจบได้ 4 ปีตามเกณฑ์เลยการเรียนทำให้จอยซ์สนุกกับการได้คิด ทั้งยังได้รู้ตัวเองอย่างหนึ่งว่า ถ้าลองได้ทำอะไรแล้วเราก็เป็นคนทำเต็มที่เหมือนกัน

เปิดใจรับเพื่อนใหม่

ช่วงแรกจอยซ์ปิดตัวไม่ยอมพูดคุยกับใคร แต่สภาพแวดล้อมข้างในบังคับให้ได้พูดคุยทำความรู้จักกับคนอื่น และเริ่มรู้สึกว่าจริง ๆ แล้วไม่มีใครคิดร้ายกับเรา ทุกคนก็มีคดี มีเรื่องของตัวเองเหมือนกัน จอยซ์จึงค่อย ๆ เปิดใจรับเพื่อนใหม่ และมีเพื่อนสนิทจากการที่บังเอิญมีรายชื่อได้นอนห้องเดียวกันบ่อย ๆ จึงเริ่มพูดคุยกัน ประกอบกับชีวิตในนั้นมีเรื่องที่เราต้องคอยช่วยเหลือและปลอบใจกันเสมอ จึงเห็นอกเห็นใจกันและมีความผูกพันกันมาก

ต่อมาจอยซ์ก็เริ่มเปิดใจพูดคุยกับคนที่ไม่รู้จัก พอได้คุยกับคนหลากหลายแบบทำให้ได้เปิดโลกกว้าง ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากชีวิตของพวกเขา ส่วนใหญ่คนที่จอยซ์สนิทใจพูดคุยด้วยที่สุดคือคนแก่และคนป่วยเวลาคุยกับพวกเขาแล้วสบายใจ เพราะเขามีมุมมองต่อโลกสวยงามเสมอ แม้จะป่วยกายหรือมีกำหนดโทษมากกว่าเราด้วยซ้ำ

หลายครั้งที่รู้สึกทุกข์ จอยซ์จะมองคนที่มีเรื่องหนักหนาสาหัสกว่าเรา เพราะทำให้รู้สึกว่า เรื่องของเรามันเล็กมากเลยนะถ้าเทียบกับเรื่องที่คนอื่นเขาเจอมาและทำให้จอยซ์ได้คิดเสมอว่า ขนาดเขาเจอเรื่องหนักกว่าเรา เขายังไม่ทุกข์เลย เขายังยิ้ม ยังหัวเราะได้แล้วเราจะทุกข์ไปทำไมจะร้องไห้ไปทำไม

จอยซ์กลายเป็นคนพูดเก่งขึ้นเยอะและมีความสุขมากขึ้น เพราะเราคุยได้กับทุกคนโดยไม่สนว่าเป็นเพื่อนเรามาก่อนหรือเปล่าแค่คิดว่าทุกคนบนโลกนี้เป็นเพื่อนของเราหมดตอนหลังจอยซ์เลิกระแวงคนไปเลยนะ และไม่สนด้วยว่าคนอื่นจะด่าลับหลังเราหรือไม่คิดง่าย ๆ เพียงแต่ว่า ถ้าเขายิ้มให้ เราก็ยิ้มตอบ ถ้าเขาคุยกับเรา เราก็คุยกับเขา แค่นี้พอแล้ว

ทุกครั้งที่ป๊ากับหม่าม้ามาเยี่ยม จอยซ์จะยิ้ม หัวเราะ และพยายามเล่าเรื่องสนุก ๆ ให้ท่านฟังเสมอ เรารู้อยู่แล้วว่าหัวอกของพ่อแม่ต้องทุกข์อยู่แล้ว แต่เราไม่เคยแสดงให้กันและกันเห็นความเครียดหรือความทุกข์นั้นเลย มีแต่จะส่งกำลังใจดี ๆ ให้แก่กัน ทำให้การใช้ชีวิตในแต่ละวันผ่านพ้นไปได้

เมื่อผ่านไปได้สัก 5 ปี ก็ถึงเวลาต้องไปฟังคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ปรากฏว่าศาลไม่เชื่อในสิ่งที่ยื่นคำขออุทธรณ์ไปว่าเราไม่รู้เห็นกับยาเสพติดอีกจำนวนหนึ่งและเราไม่ใช่ผู้ขาย จึงตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตและลดโทษจำคุกเหลือ 33 ปี 4 เดือน พอได้ยินคำตัดสิน จอยซ์ใจหล่นวูบไปเลยรู้สึกเหมือนกำลังโดนตีทำโทษเพื่อสอนว่าอย่าได้คาดหวังอะไรกับชีวิตมากนัก

นับแต่วันนั้นจอยซ์มองไม่เห็นอนาคตที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกอีกแล้ว คิดทำใจว่าคงต้องอยู่ในนี้ไปจนแก่ จึงเริ่มวางแผนเรียนต่อปริญญาโทแต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกสองปี กลับเกิดจุดพลิกผันในชีวิตอีกครั้ง คือได้รับอิสระอย่างที่ไม่ทันได้ตั้งตัวมาก่อน

(ติดตามอ่านต่อตอนที่ 3)

Secret BOX
ถ้าอยู่ในฐานะที่จะหลีกทางให้ไม่ได้จริง ๆ
ก็จงยินดีเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่ประดังกันเข้ามา
พุทธทาสภิกขุ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook