ผู้หญิง > ผู้หญิงอยากรู้ > ผู้หญิงทำงาน > Work & Life

แอนนา วินทัวร์ มารแฟชั่นน่ากลัวตัวแม่

โดย : นันทขว้าง สิรสุนทร

นางมารตัวแม่แห่งวงการแฟชั่นผู้อื้อฉาว... อื้อฉาวเพราะมีอิทธิพลต่อคนทำงาน และอื้อฉาวเพราะมีหนังถึงสองเรื่องที่สร้างมาจากตัวเธอ ...The Devil Wears Prada นั้นผ่านไปแล้ว และอีก 12 วันก็จะถึงคิวของหนังที่หลายคนอยากดู...The September Issue

อธิบายอย่างย่นย่อ..

แอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour) หัวหน้าบรรณาธิการของนิตยสารแฟชั่น Vogue ซึ่งอยู่ในตำแหน่งนี้มากว่า 20 ปี เธอคือผู้ทรงอำนาจและเป็นไอคอนแห่งวงการแฟชั่น แอนนา มักปรากฏตัวภายใต้ผมบ๊อบและแว่นตาสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ และเธอก็ไม่เคยอนุญาตให้ใครเข้ามาล่วงรู้ถึงกระบวนการทำงานภายในออฟฟิศและเบื้องหลังของนิตยสาร

อันที่จริง ตัวตนของเธอก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการแฟชั่น และมันคงไม่มีใครพูดถึงมากนัก ถ้าไม่มีข่าวว่าเธอมีพฤติกรรมไม่เบานักกับคนรอบตัว ถึงขนาดหนังอย่าง The Devil Wears Prada เมื่อสองปีก่อน หยิบเอาเรื่องราวของเธอมาตีความตามมุมมองของผู้กำกับและคนเขียนบท แอนนา ไม่ชอบใจกับหนังเรื่องนั้นนัก เธอบอกว่าถ้าอยากรู้ว่าเธอเป็นอย่างไร ต้องดูหนัง The September Issue

นี่ยังไม่ใช่ประเด็นที่เป็นเรื่องเป็นราวและเป็น "ต้นตอ" มากกว่าก็คือ "ชื่อหนัง" ในเดือนกันยายน 2007 นั้น ผู้ประกบติดแฟชั่นคงทราบดีว่า เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ แมกกาซีนอย่าง Vogue (US) ได้จัดทำนิตยสารแฟชั่นที่ "เล่มหนาที่สุด" เท่าที่เคยมีมา มันมีน้ำหนักมากถึง 4 ปอนด์ และขายไปได้ถึง 13 ล้านเล่ม ! ก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนภายในโลกแฟชั่นมากกว่า 300 ล้านเหรียญ ซึ่งถือว่ามากที่สุดสำหรับการตีพิมพ์นิตยสารเพียงเล่มเดียว (แนวคิดแบบนี้ ส่งแรงสั่นสะเทือนในเวลาต่อมา ให้เกิดการทำนิตยสารที่หนาขึ้นตามแต่วาระของแมกกาซีนแฟชั่นทั่วโลก)

ในเดือนสิงหาคมปี 2007 ทุกคนต่างรออย่างใจจดใจจ่อที่จะได้เป็นเจ้าของนิตยสาร Vogue เดือนกันยายน ซึ่งถือว่าเป็นเล่มใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา หนาถึง 840 หน้า ทุกหน้าเป็นหน้าสี และขายได้มากกว่า 13 ล้านเล่ม

นั่นหมายความว่า The September Issue จะไม่ใช่แค่หนังที่เกี่ยวกับการขุดคุ้ยแฟชั่น แต่ในมุมหนึ่ง ได้เข้าไปสำรวจโลกใบนี้อย่างใกล้ชิด รวมถึงการเฝ้ามองของชีวิตส่วนตัวของ แอนนา วินทัวร์ และทีมงานของเธอ และแน่นอนเข้าถึงกระบวนการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "คัมภีร์ไบเบิลของแฟชั่น" อย่างนิตยสาร Vogue

"มองแบบเผินๆ แล้ว ดูเหมือนหนังสารคดีเรื่องนี้จะพูดถึงแต่เรื่องแฟชั่น และเบื้องหลังการทำงานของนิตยสาร Vogue ที่ออกเดือนกันยายน ปี 2007 ของ แอนนา วินทัวร์ ที่ถูกสร้างกระแสให้เป็นเหมือนคัมภีร์แฟชั่น ชี้ชะตาเทรนด์แฟชั่นในปีต่อๆ ไป นั่นเป็นเหตุผลที่เธอพูดถึงแฟชั่นว่า "Fashion is not about looking back, it is about looking forward" แต่ถ้ามองลึกลงไปภายใต้ภาพแฟชั่นที่ถูกชี้ขาดโดยสายตาเจ้าแม่แห่งวงการแฟชั่นอย่างแอนนาแล้ว จะเห็นว่า Vogue เป็นเสมือนโลกใบเล็กที่ถูกเติมด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมเพื่อที่จะกลบความอ่อนไหวในบางด้านของผู้หญิง" มานิสา พงษ์พรต บัณฑิตสาวปริญญาโทของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ และทำกิจกรรมเกี่ยวกับแฟชั่นตามอีเวนท์ต่างๆ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "ต้นกล้าอาชีพ" ในเครือเนชั่นฯ ให้ความเห็นกับ "จุดประกาย"

มานิสา ซึ่งดูหนังเรื่องนี้ไปแล้วในรอบสื่อมวลชนเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน บอกว่า หนังเรื่องนี้ได้นำเสนอแนวคิด 2 ขั้วระหว่างผู้หญิง 2 คนที่เปรียบเสมือน "ขั้วตรงข้าม" ทางความคิดและมุมมองเกี่ยวกับแฟชั่น (และมุมมองเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ ด้วย)

แอนนา เป็นตัวเอกของเรื่อง ที่มีมาดอันเย็นชาจนได้ฉายา "ราชินีน้ำแข็ง" เธอไม่ต่างอะไรจากตัวละครแบบ Femme Fatale ที่เราเห็นในหนังฝรั่งเศส ทุกอย่างแสดงออกแค่ใบหน้าที่เรียบเฉยแต่ไม่น่าไว้วางใจ อีกคนคือ เกรซ คอดดิงตัน เป็นครีเอทีฟ ไดเร็คเตอร์ ที่มีทั้งความเป็นผู้หญิง ความมั่นใจ และมากด้วยประสบการณ์

"แต่หนังไม่ชำแหละเธอนะ โดยส่วนตัวคิดว่า หนังแสดงความเห็นอกเห็นใจใน message ที่ไม่มีการพูดถึงใน The Devil Wears Prada ด้วยซ้ำ และใช้วิธีการนำเสนออันแยบยล ดึงความสนใจคนดูไปที่การทำงานแบบมืออาชีพของเธอ และเรื่องราวส่วนตัวของเธอในบางแง่มุมที่คนอาจไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูก พี่น้อง และครอบครัวของเธอ ที่ตอนท้ายของหนัง เธอถูกถามว่า "What is your weak point?" และเธอตอบว่า "My children" เพราะลูกคือหัวใจของเธอ"

อาร์ เจ คัตเลอร์ เป็นทั้งผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับของหนังเรื่องนี้ บอกว่า เขาอยากรู้จักจริงๆ ว่า แอนนา วินทัวร์ เป็นอย่างไร

"เธอเป็นสิ่งสำคัญนะ ถ้าจะพูดถึงบุคคลในโลกแฟชั่น แต่ผมก็ไม่รู้จักเธอไปมากกว่านั้น ซึ่งในตอนนั้นผมก็กำลังหาหัวข้อที่ผู้คนให้ความสนใจ เกี่ยวกับสิ่งที่ใครบางคนทำมานาน และยังสามารถทำมันได้อย่างยอดเยี่ยมภายใต้สถานการณ์ที่ตึงเครียด ซึ่งมันก็เข้าทางกับกรณีของ แอนนา พอดี ผมจำได้ว่า ผมโทรไปที่สำนักงานของ Vogue และเดินทางไปยังเมืองนิวยอร์ก ผมเข้าประชุมกับ แพทริค โอคอนเนลล์ ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายการสื่อสารของแอนนา ถึงแม้ว่าตอนนั้นเราจะไม่ได้อะไรจากการประชุม แต่ผมก็รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างในนั้น อีกไม่กี่อาทิตย์ต่อมา แพทริค ก็โทรหาผมแล้วบอกว่า แอนนา เกิดไอเดียอะไรบางอย่าง และก็ขอให้ผมเข้ามาที่สำนักงานอีกครั้ง และตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนกับถูกเรียกตัวจากราชินี"

อบอุ่นและน่าหวาดกลัว

จากเรื่องราวหลากหลายแง่มุมที่มองเพ่งไปยังบรรณาธิการ Vogue นั้น มีทั้งด้านที่อบอุ่นและน่าหวาดกลัว แต่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่คงให้ภาพได้ใกล้เคียงมากขึ้นก็คือ ฐากูร พานิชกุล ดีไซเนอร์ไทยที่มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับ แอนนา วินทัวร์ แถมยังได้แสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย

"สำหรับผมแล้ว แอนนา เป็นเหมือนกับ มาดอนน่าของวงการแฟชั่น เธอทั้งแสบสัน เป็นทั้งผู้นำเทรนด์ เธอมีเสน่ห์ และพลังในการสร้างสรรค์มาก"

ฐากูร นั้น คือดีไซเนอร์ฝีมือดี เป็นเจ้าของแบรนด์ THAKOON และเป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้ออกแบบชุดประจำตัว มิเชล โอบามา ภริยาของ ประธานาธิบดี บารัก โอบามา และแน่นอนว่าเขาถือเป็นดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่ บรรณาธิการนิตยสาร Vogue ชื่นชอบเป็นพิเศษ

สายตาจากวงนอกอาจมองว่า แอนนา เป็นเพียงบรรณาธิการ Vogue ที่อยู่มายาวนานนับสิบปี แต่แท้จริงแล้ว นอกจากตำแหน่งนี้ที่เป็นมาตั้งแต่ปี 1988 พ่อของเธอยังเป็นนักหนังสือพิมพ์ แอนนา เริ่มต้นอาชีพของเธอตั้งแต่ปี 1970 ในส่วนของแผนกแฟชั่นของนิตยสาร Harper's & Queen ในกรุงลอนดอน ต่อมาในปี 1976 เธอก็ย้ายมานิวยอร์กเพื่อทำงานกับ Harper's Bazaar ในตำแหน่งบรรณาธิการส่วนของแฟชั่น จากนั้นในปี 1981 เธอก็ได้เข้ามาทำกับนิตยสาร New York ในตำแหน่งบรรณาธิการอาวุโส

ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งให้กับ Vogue นั้น แอนนาจัดงานการกุศลมากมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการค้นคว้ายารักษาโรคเอดส์ และพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทน โดยในปี 1990 วินทัวร์ ก็ได้เป็นประธานจัดงานให้กับโปรแกรมเพื่อการพัฒนายารักษาโรคเอดส์ ซึ่งเธอสามารถระดมทุนได้มากกว่า 16 ล้านเหรียญ

ตั้งแต่ปี 1995 วินทัวร์ ได้เป็นหนึ่งในประธานจัดงานกาล่าดินเนอร์การกุศล ให้ทุนกับพิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิแทน และสถาบันประวัติศาสตร์แห่งการออกแบบเครื่องแต่งกาย ที่สามารถระดมทุนได้ถึง 40 ล้านเหรียญ และในปี 2003 เธอได้เป็นผู้ก่อตั้งกองทุนแฟชั่น CFDA/Vogue ที่เป็นเหมือนรางวัลสำหรับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ผู้ดิ้นรนเพื่อหวังประสบความสำเร็จในวงการแฟชั่นสหรัฐอเมริกา โดยทุนนี้ได้พัฒนากลายเป็นรางวัลอันทรงคุณค่า และเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ และทำให้ทวีปอื่นๆ ทั่วโลกเริ่มตั้งทุนแบบนี้ นอกจากนี้ แอนนายังเป็นผู้หญิงที่ได้รับรางวัลมานับไม่ถ้วน ในฐานะที่เธอเป็นทั้งผู้นำและผู้ที่อุทิศตัวเองเพื่อสังคม เธอได้รับรางวัล Lifetime Achievement จาก Council of Fashion Designers of America (CFDA) และรางวัลสำหรับการช่วยพัฒนายารักษาโรคเอดส์จาก the American Foundation for AIDS Research (amFAR)

ในด้านอื่นๆ นั้น คมน์ นพรัตน์ นักวิจารณ์แฟชั่น ซึ่งเคยเขียน แอนนา วินทัวร์ บ่อยๆ นั้น บอกว่า ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร แอนนา ก็คือสีสันหนึ่งของวงการแฟชั่น

"และจะว่าไป Vogue สหรัฐฯ เองก็มักมีอะไรที่เป็นข้อถกเถียงเสมอๆ อยู่แล้ว อย่างไม่นานมานี้ ประเด็นหนึ่งในวงการแฟชั่นโลกที่ถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น ก็คือ แมกกาซีนแฟชั่นควรนำ "นางแบบโลก" หรือ "นางเอกฮอลลีวู้ด" มาขึ้นปกกันแน่ เพราะที่ผ่านมา นิตยสาร Vogue สหรัฐถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ เรื่องการนำเฉพาะนางเอกฮอลลีวู้ดมาขึ้นปก โดยในแต่ละปี Vogue สหรัฐจะนำนางแบบโลก มาขึ้นปกเพียงปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น

ประเด็นที่แฟชั่นนิสต้าต่างถกเถียงกันก็คือ ทำไมแมกกาซีนแฟชั่นอย่าง Vogue สหรัฐ ที่ถือเป็น "คัมภีร์ไบเบิล" แห่งวงการแฟชั่นโลก จึงไม่เรียกใช้งานนางแบบโลกในการถ่ายแบบขึ้นปก เพราะนางแบบโลก น่าจะเป็นคนที่นำเสนอสินค้าแฟชั่นได้ดีกว่านางเอกฮอลลีวู้ด

คมน์ บอกว่าแฟนแฟชั่นบางส่วน ไม่ค่อยชอบใจกับการที่ Vogue สหรัฐ นำนางเอกฮอลลีวู้ดมาขึ้นปก แต่ก็หาเหตุผลให้กับการที่ Vogue สหรัฐ นำนางเอกฮอลลีวู้ดมาขึ้นปกมากกว่านางแบบโลกได้ว่า เป็นเพราะเหตุผลทางด้านการตลาด ที่ Vogue สหรัฐคงมองว่า

"การนำนางเอกฮอลลีวู้ดมาขึ้นปก จะทำให้แมกกาซีน "ขาย" ได้มากกว่าการนำนางแบบโลกมาขึ้นปก เพราะต้องยอมรับความจริงที่ว่า นางเอกฮอลลีวู้ดเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกมากกว่านางแบบโลก ในเมื่อ Vogue สหรัฐวางขายทั่วโลก ถ้านำนางเอกฮอลลีวู้ดมาขึ้นปก ยังไงๆ ยอดขายก็ต้องกระเตื้องขึ้นแน่นอน หากให้เหตุผลแบบนี้ แฟนแฟชั่นอีกส่วนหนึ่งก็จะมีอีกคำถามตามมาว่า แล้วตกลง Vogue สหรัฐ จะเป็นอะไรกันแน่? ระหว่างแมกกาซีนแฟชั่น หรือแมกกาซีนที่เสนอเรื่องราวในแวดวงบันเทิงฮอลลีวู้ดแบบเดียวกับนิตยสาร Vanity Fair"

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงแค่ Vogue สหรัฐเล่มเดียวเท่านั้น ที่ใช้เทคนิคนำนางเอกฮอลลีวู้ดมาขึ้นปกเพื่อ "เรียกแขก" แบบนี้ แต่อีกหนึ่งแมกกาซีนแฟชั่นชั้นนำของโลกอย่าง Harper's Bazaar สหรัฐ เขาก็ใช้เทคนิคเรียกแขกแบบเดียวกับ Vogue สหรัฐด้วย"

นี่หมายความว่า ไม่ใช่แค่ตัว บก.แอนนา ที่ฉูดฉาดด้วยพฤติกรรม แต่ตัวหนังสือหรือแมกกาซีน ยังอยู่ในการถกเถียงของแฟชั่นนิสต้า เป็นระยะๆ..

อย่างไรก็ตาม สาวรุ่นใหม่ที่ชอบแฟชั่นอย่าง มานิสา บอกว่า แง่มุมเกี่ยวกับแฟชั่นอย่างหนึ่ง ที่อาจจะช่วยตอกย้ำความเชื่อบางอย่างก็คือ

"แอนนาเองก็มองว่าแฟชั่นเป็นเรื่องของการมองไปข้างหน้า ไม่มองกลับไปข้างหลัง อย่างไรสำหรับบางสิ่งบางอย่าง การมองที่อดีตนั้นทำให้คนเราเข้าใจปัจจุบัน และการโฟกัสที่ปัจจุบันย่อมทำให้เข้าใจตัวเองและคนรอบข้างได้มากขึ้น และยังทำให้อนาคตมีแนวทางเสมอ เทรนด์แฟชั่น เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป (และอาจจะกลับมาอีกเมื่อไรก็ได้) ส่วนแฟชั่น สุดท้ายแล้วก็เป็นเรื่องของการ Mixed and Match

..หรืออะไรก็ตามให้ออกมาเป็น your own style อย่างที่ดีไซเนอร์บางคนบอกนั่นเอง"

  1. Street Of Styles แฟชั่นแบรนด์ดัง จากทั่วทุกมุมโลก Street Of Styles แฟชั่นแ…

    พบกับ street fashion แบรนด์ดัง ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ และอีกมากมายได้ที่นี่
  2. แฟชั่นสีพาสเทล สำหรับหนุ่มๆ แฟชั่นสีพาสเทล สำหรับหนุ…

    แฟชั่นสีพาสเทล เป็นเสื้อผ้าโทนสีอ่อนๆ ที่คุณผู้ชายแต่งได้ไม่ยากสามารถใส่สีพาสเทลได้ทั้งท่อนบนและล่างพร้อมกัน หรือจะใส่สีพาสเทลกับสีขาว หรือสีดำก็ยังได้

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งหมด >>





ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: แอนนา วินทัวร์ มารแฟชั่นน่ากลัวตัวแม่

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 2

ร่วมแสดงความคิดเห็น

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

แชร์ความคิดเห็นนี้ไป Facebook ด้วยไหมคะ?ปิดปิด

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้