|
|
|
|
|
ศ.พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต
ดวงตาเป็นอวัยวะที่ละเอียดอ่อนของคนเรา จะทำงานได้ดีจำต้องมีผิวชุ่มชื้น จะมีผิวแห้งแบบอวัยวะอื่นไม่ได้ การที่ดวงจะชุ่มชื้นอยู่ได้ต้องมีน้ำตาที่พอเพียงและสามารถเคลือบผิวดวงตาได้เป็นอย่างดี น้ำตาที่เคลือบผิวตาและหล่อเลี้ยงดวงตานี้หลั่งมาจากต่อมต่างๆ จากหนังจาและเยื่อบุตาด้วยจำนวนที่พอเหมาะกับการระบายออกของน้ำตา ทำให้เจ้าตัวไม่รู้สึกว่ามีน้ำตา ส่วนน้ำตาที่เกิดจากอารมณ์ดีใจ เสียใจ หรือเวลามีสิ่งแปลกปลอมเข้าตาจะหลั่งมาจากต่อมน้ำตาใหญ่ที่อยู่ใต้หนังตาบนด้านนอกอย่างมาก จึงท้นออกมาให้เราเห็นด้วยตา
น้ำตาที่หลั่งออกมาตามปกตินั้นมีหน้าที่และประโยชน์หลายประการได้แก่
ฉาบผิวหน้าของตาดำให้เรียบ ทำให้มีการหักเหของแสงที่สม่ำเสมอ ทำให้ตาเรามองเห็นได้ชัดเจนดี ถ้าไม่มีน้ำตาฉาบผิวตาดำอาจไม่เรียบ ทำให้การหักเหของแสงไม่สม่ำเสมอ มีการแตกกระจายของแสง การมองเห็นลดลง ทำหน้าที่หล่อลื่นผิวดวงตา โดยการป้องกันความแห่งของผิวตาดำในขณะลืมตาและป้องกันการเสียดสีของเปลือกตากับตาดำเวลากระพริบตาทำให้ตาสบาย ในกรณีที่ผิวตาดำเป็นแผลขรุขระ ทำให้เจ็บตาเคืองตามาก น้ำตาจะฉาบผิวที่ขรุขระลดอาการเคืองตาลงได้ ทำหน้าที่ชะล้างสิ่งแปลกปลอมที่อาจพลัดเข้ามาในตา อาจเป็นผง สารเคมี หรือแม้แต่เชื้อโรค น้ำตายังประกอบไปด้วยสารต่างๆ ที่จำเป็นและช่วยให้เซลล์ผิวดวงตาแข็งแรงสมบูรณ์ ได้แก่ ออกซิเจน เป็นอาหารต่อผิวดวงตา โดยปกติกระจกตาเป็นอวัยวะที่ไม่มีหลอดเลือดมาเลี้ยงจึงอาศัยออกซิเจนจากอากาศและน้ำตาเป็นหลัก น้ำตายังเต็มไปด้วยสารอาหารประเภทelectrolyte วิตามินต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินเอ อีทั้งยังมีสารต้านจุลชีพ(antimicrobial) และสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (anti-oxidant) ซึ่งสารเหล่านี้จำเป็นสำหรับการคงไว้ของสภาพที่ปกติของผิวตา หากขาดสารเหล่านี้พื้นผิวดวงตาจะแห้ง กลอกและหลุดลอกได้ง่าย
ในภาวะปกติน้ำตาสร้างมาจากต่อมน้ำตา ต่อมภายในเยื่อบุตา ต่อมบริเวณโคนขนตา ตลอดจนต่อม ภายในหนังตา แต่ละต่อมสร้างน้ำตาต่างชนิดกัน โดยเรียงเป็น 3 ชั้น ชั้นนอกเป็นชั้นไขมัน ชั้นกลางเป็นน้ำ และชั้นที่ชิดผิวตาเป็นชั้นเมือก น้ำตาจะหายไปโดยการระเหยร้อยละ 20 ที่เหลือจะไหลลงท่อบริเวณหัวตาลงสู่คอและจมูก
ภาวะตาแห้งหรือน้ำตาน้อยกว่าปกติจะพบในกรณีใดบ้าง
เป็นแต่กำเนิด เป็นเด็กที่ไม่มีต่อมน้ำตา กรณีนี้พบได้น้อยมาก ผู้สูงอายุ ต่อมน้ำตาทำงานน้อยลง อาการเด่นชัดในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน แต่ไม่ชัดนักในชายสูงอายุ เชื่อว่าระดับฮอร์โมนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ผู้ที่ได้รับการฉายรังสีเพื่อรักษาเนื้องอกบริเวณใบหน้า ทำให้มีการทำลายต่อมสร้างน้ำตา การใช้เลนส์สัมผัสชนิดนิ่มนานๆ ตลอดจนผู้ทำงานกับคอมพิวเตอร์นานๆ สารเคมีเข้าตา ซึ่งสารเคมีจะทำลายต่อมต่างๆ ในเยื่อบุตา มีโรคตาบางอย่างเรื้อรัง เช่น เปลือกตา เยื่อบุตาอักเสบ โรคริดสีดวงตา เป็นต้น มีโรคบางอย่างทางร่างกาย โดยเฉพาะโรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน(connective tissue) เช่น โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง โรครูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี เป็นต้น จากการใช้ยารักษาโรคทางกาย หรือยาหยอดตาบางตัว ฯลฯ การแพ้ยา ฯลฯ
อาการของภาวะตาแห้งที่สำคัญ
อาการของภาวะตาแห้งที่สำคัญ ได้แก่ ระคายเคืองตา คล้ายมีผงอยู่ในตา บางรายมีอาการมองไม่ชัดด้วย ต้องกระพริบตาจึงเห็นดีขึ้น อาการมักเป็นมากในช่วงบ่ายๆ เย็นๆ มากกว่าตอนเช้า อาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อทำงานที่ต้องใช้สายตา เช่น อ่านหนังสือ ทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ดูโทรทัศน์ อาการต่างๆ เหล่านี้จะค่อยเป็นค่อยไป เป็นนานเรื้อรัง บางคนอาจบอกว่ารู้สึกตาฝืดๆ มีขี้ตาเป็นเมือกๆ เส้นๆ ตาแห้งนานมากจะทำให้ผิวตาดำไม่เรียบ ตาติดเชื้อได้ง่าย หากติดเชื้อตาดำจะเป็นแผล ทำให้อาการเลวลงไปอีก ถ้ารักษาไม่ดีแผลอักเสบในตาดำทรุดลงทำให้ตาบอดได้
การใช้น้ำตาเทียมในภาวะตาแห้ง แน่นอนคงต้องชดเชยด้วยการหยอดน้ำตาเทียม ในสมัยก่อนการรักษาภาวะตาแห้งทำโดยพยายามใช้สารหล่อลื่น มีตั้งแต่การใช้ไข่ขาวและใช้ไขมันหยอดตาก่อนนอน การหยอดน้ำเกลือและน้ำมันชนิดต่างๆ จนในราว ค.ศ.1900 ความรู้เรื่องภาวะตาแห้งมีมากขึ้นมีการใช้สารที่เพิ่มความหนืดให้กับน้ำ ตลอดจนสารเพื่อเพิ่มระยะเวลาให้ยาอยู่ในตาได้นานขึ้น
สารหล่อลื่นหรือน้ำตาเทียมควรจะมีลักษณะใกล้เคียงกับน้ำตาปกติ ส่วนประกอบที่สำคัญ คือ polymer เพื่อให้น้ำตาเทียมมีความหนืด มีความตึงผิว ใช้ buffer เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างที่พอเหมาะทำให้ไม่แสบตา มีส่วนของเกลือเพื่อควบคุม toxicity และเช่นเดียวกับยาหยอดทุกตัวที่เปิดใช้นานากว่า 24 ชั่วโมงจะต้องมีสาร preservative เพื่อป้องกันการเติบโตของจุลชีพที่อาจปนเปื้อนเข้าไปขณะหยอด น้ำตาเทียมก็เช่นกัน แต่สาร preservative เกือบทุกตัวมีผลทำลายเซลล์เยื่อบุผิวทั้งนั้น หากตาแห้งมากหยอดมากครั้งก็ทำให้สารนี้เป็นโทษและทำลายเยื่อบุผิวมากขึ้น อย่างไรก็ตามน้ำตาเทียมที่มี preservative ที่เป็นขวดใหญ่ ใช้สะดวก ใช้ได้นานกว่า ในปัจจุบันมีน้ำตาเทียมชนิดที่ไม่มี preservative เปิดแล้วต้องใช้ภายใน 24 ชั่วโมงเท่านั้น เพื่อเลี่ยงพิษของ preservative
โดยสรุปน้ำตาเทียมที่ใช้ในปัจจุบันมี 2 ชนิด ชนิดขวดใหญ่ใช้ได้นาน กับชนิดใช้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายแล้วจะมีราคาแพงกว่า การจะเลือกใช้น้ำตาเทียมชนิดไหนขึ้นกับโรคและความรุนแรง โดยทั่วไปถ้าตาไม่แห้งมาก ควรเริ่มจากชนิดขวดใหญ่ แต่ควรพิจารณาใช้ชนิดที่มีอายุการใช้งาน 24 ชั่วโมงเมื่อ ภาวะตาแห้งค่อนข้างรุนแรง ต้องหยอดน้ำตาเทียมมากกว่า 4 ครั้งต่อวันเป็นเวลานาน ผู้ที่มีประวัติแพ้สาร preservative ผู้ที่มีโรคของผิวกระจกตา เซลล์ของผิวกระจกตาไม่ค่อยสมบูรณ์ การใช้น้ำตาเทียมแบบมี preservative ทำให้ผิวกระจกตาเสียมากขึ้น
น้ำตาเทียมแม้เป็นสารที่ช่วยหล่อลื่นดวงตา ลดอาการตาแห้งได้ แต่ในคนที่มีอาการมากก็น่าจะไปตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียดดูดีกว่าค่ะ
|
|
|
|
|
|
| |
| |
| |