ผู้หญิง แฟชั่นปก wallpaper สุขภาพ ความงาม แต่งงาน ฮันนีมูน แม่และเด็ก ตั้งครรภ์ sexy girl  เซ็กซี่ สาวสวย ผู้หญิงเก่ง woman women girl ภาพเซ็กซี่ ภาพหลุด
ค้นหาทุกเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง
หน้าแรกผู้หญิง S! women
RSS Feed ผู้หญิง
เว็บบอร์ดผู้หญิง
แฟชั่น นิตยสาร
สุขภาพ-ความงาม
ชีวิตคู่-แต่งงาน
แม่ลูกคนเก่ง
สัตว์เลี้ยงแสนรัก
แฟชั่น แต่งตัว fashion
แฟชั่นปก
แฟชั่นโชว์
เทรนด์แฟชั่น
ทรงผม
ซื้อ ขายสินค้าแฟชั่น
ความงาม ศัลยกรรม beauty surgery
ศัลยกรรมตกแต่ง
ผิวหนัง-เลเซอร์
บิวตี้ทิป แต่งหน้า
สูตรความงามของคุณ
ผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง
ซื้อ ขายสินค้าบิวตี้
ผู้ชาย ผู้หญิง ในฝัน
สาวสวยดูดี
ผู้หญิงเก่ง
หนุ่มหล่อดูดี
จากปากผู้ชาย
work งาน หางาน
หางาน
world wide work
worklife exclusive
108 อาชีพแก้จน
สุขภาพ health
สุขภาพน่ารู้
ออกกำลังกาย
โรคภัยไข้เจ็บ
สมุนไพร
ซื้อ ขายสินค้าด้านอาหาร
ซื้อ ขายสินค้าเพื่อสุขภาพ
แต่งงาน wedding
วางแผนแต่งงาน
เรื่องแต่งงานน่ารู้
ฮันนีมูน
รูปภาพคู่รัก
Wedding Shop
สถานที่จัดเลี้ยง
แม่ เด็ก ลูก mom baby
เรื่องน่ารู้เพื่อคุณแม่
พัฒนาการลูกน้อย
ตั้งครรภ์
กิจกรรมอัพเดท
ถามผู้เชี่ยวชาญ
เมนูน่าหม่ำ
เวบบอร์ดแม่ลูกคนเก่ง
ซื้อขายสินค้าแม่และเด็ก
สัตว์เลี้ยงแสนรัก
เรื่องน่ารู้
รวมพันธุ์สุนัข
รวมพันธุ์แมว
บล็อกคนรักสัตว์
ซื้อขายสัตว์เลี้ยง
ที่นี่มีอะไร events
นิตยสาร หนังสือ book
helper end
หน้าแรกผู้หญิง > สุขภาพ > โรคภัยไข้เจ็บ   แฟชั่น fashion แต่งตัว เสื้อผ้า รูปแฟชั่นนิตยสาร wallpaper sexy แฟชั่นโชว์ ทรงผม วอลเปเปอร์ รูปนางแบบ hair style
ตรวจสุขภาพ จำเป็นหรือไม่?
อย่าว่าแต่วิ่ง 2 กิโลเมตรเลย วิ่ง 100 เมตรยังแทบไม่ไหว เดินขึ้นบันได 4 ชั้นก็หอบ ทั้ง ๆ ที่คุณอายุแค่ 30 เท่านั้นเอง เพื่อน ๆ เลย แนะนำตรวจสุขภาพ ตรวจไปตรวจมาสันนิษฐานว่าเป็นโรคร้ายรักษาเสียจนหัวโกร๋น หมดสิ้นกำลังใจ ชีวิตเหี่ยวเฉาลงเรื่อย ๆ สุดท้ายเลยกลายเป็นโรคซึมเศร้าพ่วงมาอีกโรค

อีกรายวันดีคืนดีเป็นลมล้มตึงลงกลางออฟฟิศ คิดว่าเป็นเพราะไม่ได้กินข้าวกลางวัน เลยชะล่าใจปล่อยไปเรื่อย จนวันหนึ่งนายประกันโทรศัพท์มาชวนว่าไปใช้สิทธิกันหน่อยมั้ย ให้ตรวจสุขภาพฟรี ๆ เดินเข้าไปแบบสบาย แต่ขากลับนี่สิใจลงไปกองที่ตาตุ่ม เพราะพบว่าเป็นโรคหัวใจ ยังดีนะที่เป็นระยะเริ่มต้น ใช้เวลารักษาไม่นาน ก็กลับมาทำงานปร๋อ สดใสได้เหมือนเดิม

ทั้งสองเคสนี้มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือมีการตรวจสุขภาพ ซึ่งขณะนี้เป็นประเด็นถกเถียงกันว่าที่แท้มีประโยชน์ หรือโทษกันแน่ ยิ่งโดยเฉพาะในปัจจุบันที่คนตายด้วยโรคหัวใจ 7 คนต่อชั่วโมง สูงเป็นประวัติการณ์ และการตรวจหาโรค (Medical Check - up) หรือการตรวจร่างกาย (Physical Check - up) กลายเป็น "การตรวจสุขภาพแบบสำเร็จรูป" ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ที่กำลังได้รับความชื่นชอบมากขึ้นเรื่อย ๆ จากผู้ที่ใส่ใจในสุขภาพ และสมัครใจจะจ่ายเงินในการรักษา ทั้งยังนิยมมอบให้กันเป็นของขวัญวันเกิด หรือของขวัญปีใหม่แก่ญาติผู้ใหญ่และเพื่อนฝูง ทั้งที่ป่วยและไม่ป่วย ในหลากรูปแบบ หลายราคา ตั้งแต่ 1,000 - 2,000 บาท โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ที่พร้อมจะรองรับ ไล่มาตั้งแต่การตรวจพื้นฐาน เช่น ค่าคอเลสเตอรอล ค่าไตรกลีเซอไรด์ ไปกระทั่งการตรวจทางเคมีในร่างกาย ตับ ไต หัวใจ สมอง อวัยวะลึกลับซับซ้อนต่าง ๆ พร้อมคำรับรองว่าจะทำให้สามารถพบเชื้อโรคได้ง่าย และเยียวยาได้

แต่มันจำเป็นมากแค่ไหน และสำคัญกว่านั้น มันดีต่อสุขภาพของคุณจริงหรือไม่

ความเห็นที่ 1 จำเป็น

"ร่างกายคนเราเหมือนเครื่องยนต์ ซึ่งพอใช้ไปนานๆ ย่อมมีการสึกหรอ แต่ถ้ารอให้ถึงตอนนั้นแล้วเอาเข้าอู่ บางทีก็ไม่ทันการณ์ การป้องกันจึงดีกว่าการรักษา บ่อยครั้งที่คนไข้มาแบบสภาพร่างกายปกติดี แต่สามารถตรวจเจอโรคในระยะเริ่มต้นได้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าบางครั้ง ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ตรวจให้รู ระยะของโรคจะดำเนินไปเกินกว่าจะรักษาได้ ตัวอย่างเช่น มะเร็ง ซึ่งเมื่อก่อนเรามองว่ารักษาไม่ได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น เดี๋ยวนี้แพทย์สามารถรักษามะเร็งระยะเริ่มต้นได้แล้ว ในต่างประเทศคนไข้จำนวนมากสามารถมีชีวิตอยู่ได้เกิน 10 ปี ในบ้านเราเองก็สามารถทำได้ดีขึ้น ดังนั้นถ้าตรวจแล้วเจอแต่เริ่มจะดีกว่าที่จะรอให้เกิดอาการผิดปกติ"

น.พ.พิเชษฐ์ เจริญศิริวัฒน์ อายุรแพทย์ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ให้ความเห็นเกี่ยวกับความจำเป็นในการตรวจสุขภาพ ที่ตั้งใจจะทำให้คุณปลอดจากเชื้อโรคตลอดหลายปีต่อไป

ในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ก็เป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงนั้นก็มีอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสูบบุหรี่จัด ดื่มสุรา ต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ผิดไปจากผิดปกติ อาทิในโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเสียงดัง มีฝุ่นควัน และยิ่งจำเป็นมากหากคุณอยู่ในครอบครัวซึ่งมีคนเป็นโรคที่สามารถสืบทอดทางพันธุกรรม

"บางคนย้อนกลับไปดูประวัติครอบครัวมีคนเป็นโรคเบาหวานมาทุกรุ่นก็หมายความว่าเขาก็สามารถหายจากโรคได้ หรือบางครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคไขมันในเลือดสูง คุณพ่อเป็นโรคหัวใจ ลูกมาตรวจก็เจอไขมันในเลือดสูง ปัจจุบันพบว่าหากให้ยาลดไขมันในระยะเริ่มต้น ก็เปรียบประดุจเรายืดอายุคนไข้"

ยิ่งปัจจุบันที่นิสัยการบริโภคของคนไทยเปลี่ยนไปมาก การกินอาหารตามใจปาก อาหารฟาสต์ฟู้ด ไขมันสูง ขนมเค้ก ดูจะน่าทานมากกว่าน้ำพริกผักลวกถ้วยเดิม โอกาสที่จะเกิดไขมันในเส้นเลือด คอเลสเตอรอลสูง หรือโรคอื่น ๆ อันเกี่ยวเนื่อง จึงพบได้ตั้งแต่วัยยังหนุ่มยังสาวหลายรายที่พบว่าเกิดเส้นเลือดตีบในสมองและหัวใจขณะที่วัยยังไม่สูงนัก

"และเมื่ออายุมากขึ้น ความเสื่อมก็ยิ่งมาก เห็นได้จากการประกันชีวิตที่คนอายุมากจะเสียเบี้ยประกันแพง คนอายุมากจึงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ มากกว่าเดิม"

การตรวจสุขภาพโดยทั่วไปนั้นประกอบด้วย 3 ขั้นตอน เริ่มจากการตรวจร่างกายพื้นฐาน โดยวัดความดันโลหิต ฟังเสียงปอด เสียงหัวใจ ตรวจลำไส้ คลำดูท้อง ขั้นตอนที่สอง เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งมีตั้งแต่การตรวจเลือด ตรวจการทำงานของตับ ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และยังมีการตรวจแยกย่อยไปอีกตามเพศ และวัย เช่น หากเป็นผู้หญิงก็จะเพิ่มการตรวจระบบสืบพันธุ์สตรี มะเร็งปากมดลูก มะเร็งรังไข่ รวมทั้งมะเร็งเต้านม ผู้ชายตรวจระบบอวัยวะเพศชาย เอกซเรย์หามะเร็งที่ต่อมลูกหมาก

"ให้เอกซเรย์สัก 10 ครั้งก็ไม่ทำให้เป็นหมัน ต้องเป็นปริมาณรังสีที่มหาศาลจริง ๆ จึงจะทำให้เกิดความผิดปกติได้ เช่น การเอกซเรย์ทั่วไปจะใช้ปริมาณรังสี 0.1 - 0.2 Rad แวบเดียวเหมือนไฟแฟลชที่ยิงออกมาคือเสี้ยววินาทีเท่านั้น จะไม่มีผลอันตรายอะไร ในขณะที่การได้รับปริมาณรังสีเยอะ ๆ จะเกิดได้จากการรักษาเท่านั้น เช่น มะเร็งต่าง ๆ ที่ใช้รังสี 50 - 100 Rad 10 - 20 วินาที จะทำให้เป็นหมันชั่วคราว เพราะนอกจากมันจะไปฆ่าเซลล์ที่ผิดปกติแล้ว ยังทำให้เซลล์ปกติที่อยู่รอบ ๆ เกิดอาการช็อก ตัวอสุจิไม่มีการเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ไม่นานก็ปกติเช่นเดิม"

ขั้นตอนที่สาม คือการตรวจเฉพาะโรค มีสองแบบคือแบบแรกตรวจเมื่อมีอาการ กลุ่มคนไข้พวกนี้เช่น มีประวัติว่าอยู่ ๆ ปวดหัวมาก ก็ตรวจเพื่อตามอาการ เช็กความผิดปกติเกี่ยวกับศีรษะทั้งหมด เอกซเรย์สมอง อีกแบบคือการตรวจสกรีนเพื่อหาความผิดปกติ เช่น ที่ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ซึ่งมีหลายรายที่ตรวจแบบสกรีนแล้วเจอโรค และทำการรักษาให้หายได้

นพ.พิเชษฐ์ แนะนำว่าควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีหากคุณอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ตั้งไว้ในเกณฑ์อายุนี้ก็เพราะเมื่อมีอายุมาก โอกาสเสี่ยงย่อมมีสูงขึ้นดังที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว แต่หากเป็นผู้หญิงควรเริ่มตรวจทุกปีตั้งแต่อายุ 45 เนื่องจากเป็นวัยที่หมดประจำเดือน ฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงส่งผลถึงอวัยวะสำคัญบางอย่าง ส่วนผู้ที่อายุต่ำกว่า 50 ก็ควรจะตรวจสักครั้ง หากร่างกายปกติดีก็สามารถทิ้งระยะไปสัก 3 - 4 ปีแล้วค่อยตรวจอีกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปี

อย่างไรก็ตามเพื่อความถูกต้องของการตรวจสุขภาพแต่ละครั้ง การเตรียมตัวก่อนไปก็เป็นสิ่งที่สำคัญ

"หลายครั้งที่พบว่าบางคนก่อนจะไปตรวจสุขภาพแทบจะถือศีล - กินเจ เมื่อมาตรวจจึงพบว่าระดับน้ำตาลปกติ ไขมันปกติ ดีใจก็ไปฉลองไขมันขึ้นมาอีก กลายเป็นความผิดพลาด ความจริงก่อนมาตรวจสุขภาพขอแค่ให้งดน้ำและอาหารวันนั้นมาก็พอ อย่าคุมอะไรมาล่วงหน้า ทำชีวิตเหมือนปกติอย่างที่ทำมาทุกวัน จะได้ผลใกล้เคียงกับความจริง"

แต่คุณหมอก็ยอมรับว่าบางครั้งความผิดพลาดก็มาจากผลในห้องปฏิบัติการ "ความผิดพลาดแบ่งออกเป็นสองแบบ คนไข้ปกติแต่ตรวจออกมาผิดปกติ กลายเป็นว่าต้องมาทำการรักษา ประการที่ 2 คนไข้ผิดปกติ โดยปกติความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นเพียง 0.1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 10 ในพันคน ซึ่งทางห้องปฏิบัติการให้ความสำคัญอยู่แล้ว โดยเฉพาะหากผลที่ออกมามีความสำคัญต่อชีวิตคนไข้ เช่น การตรวจโรคเอดส์ หากตรวจเจอความผิดปกติของเลือด เป็นเลือดบวก ไม่ว่าจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นโรคอะไรหรือไม่ ก็ต้องมีการทำการทดลองซ้ำ เพื่อยืนยันผล"

แต่ก็เป็นสิทธิของคนไข้เช่นกันที่หากพบว่าเจอโรค แต่เจ้าตัวไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร จึงไม่อยากเสียค่าใช้จ่าย ก็ปฏิเสธการรักษาได้

"ขึ้นอยู่กับการใส่ใจ แต่ตรงนี้อยากให้มองว่าหากเป็นโรคอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ตามมาคือประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิต และการทำงานลดลง เราก็สามารถจะก้าวไปสู่จุดสูงขึ้นต่อ ๆ ไปของชีวิตได้ ยิ่งหากเป็นนักธุรกิจที่ความรับผิดชอบสำคัญมาก ต้องดูแลคนอีกหลายชีวิต จำเป็นต้องดูแลตัวเองให้อยู่ได้นานที่สุดค่าตรวจสุขภาพอาจเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างมาก แต่ถ้าคิดเทียบกับการมีชีวิตที่ดี ความสบายใจเมื่อรู้ว่าตนปราศจากโรคภัยแล้วจะถือว่าถูกมากทีเดียว"

ความเห็นที่ 2 ไม่จำเป็น

นพ. สันต์ หัตถีรัตน์ แพทย์และอาจารย์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้คำจำกัดความการตรวจสุขภาพในรูปแบบปัจจุบันว่าเป็นแบบ "เหมาโหล" หรือ "เหมาเข่ง" คือตรวจกันเป็นโขยง ซึ่งทำให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย ผลไม่ตรงเหมือนที่มันควรจะเป็น และแท้จริงแล้วเป็นธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนงามแก่โรงพยาบาล ที่ออกแบบโปรแกรมการตรวจสุขภาพตามหลักเกณฑ์ของเพศ อายุ และให้สอดคล้องตามความต้องการส่วนบุคคล

"การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ในอเมริกา ไม่พบอัตราการตายที่แตกต่างกันระหว่างคนที่รับการตรวจสุขภาพ กับคนที่ไม่ตรวจสุขภาพ อีกอย่างก็คือการตรวจสอบสุขภาพโดยผ่านกระบวนการในห้องปฏิบัติการ ไม่ได้บอกคุณเกี่ยวกับสุขภาพที่แท้จริงของคุณ ในหลาย ๆ กรณีก็ทำให้คนป่วยแทนที่จะส่งเสริมสุขภาพ ที่สำคัญคือ…มันเปลืองเงิน"

ในอดีตการตรวจสุขภาพจะเกิดขึ้นก่อนเข้าเรียน ก่อนเข้าทำงานหรือทำกิจกรรมบางอย่าง ซึ่งมีเป้าหมายว่าจะหา "โรค" ที่สถาบันนั้นไม่ยอมรับให้เข้าเรียน เข้าทำงาน หรือทำกิจกรรมนั้น ๆ การตรวจสุขภาพในความหมายนี้จึงเป็นการคัดเลือก หรือกีดกันบุคคลที่เป็นโรคที่สถาบันนั้นไม่ยอมรับ

แต่ปัจจุบัน นพ.สันต์มองว่าจุดประสงค์ดังกล่าวถูกบิดเบือนไปแล้ว การตรวจสุขภาพกายเป็นสิ่งที่ทำกันอย่างพร่ำเพรื่อ แทนที่แพทย์และคนไข้จะมาใช้เวลานั่งพูดคุยกันให้เยอะ ๆ เพื่อจะหารูปแบบพฤติกรรมซึ่งแสดงถึงการเสื่อมลงของสุขภาพ และค้นหาความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรค กลับกลายเป็นเน้นการเข้าตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งการเข้าตรวจต่าง ๆ นี้เองที่สามารถทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หรือถ้าโชคร้ายอาจถึงชีวิตได้

"มีตัวอย่างเกิดขึ้นแล้วในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คนไข้เข้าตรวจสุขภาพ หาโรคในกระเพาะลำไส้ด้วยเอกซเรย์ ที่มีการกลืน/สวนแป้งแบเรียม ทำให้คนไข้ 4 คน (ถ้ารวมเด็กในท้องด้วยก็เป็น 5 คน) ตายในวันเดียวกันจากพิษของแบเรียม" กรณีนี้เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ให้แบเรียมผิดประเภท

การไม่ดูแลควบคุมเป็นสาเหตุหลักให้ผลจากห้องปฏิบัติการผิดพลาดและในทางอื่น ผลที่ออกมาว่าปกติก็ใช่ว่าจะการันตีได้ว่าคุณมีสุขภาพดีแล้ว "เพราะคำว่า อยู่ในเกณฑ์ปกติ ที่ถูกใช้ในแล็บ มีคามหมายว่าคุณสุขภาพดี หรือปราศจากความเจ็บป่วย" นพ.สันต์ ยกตัวอย่างกรณีของ ย.โย่ง นักพากย์กีฬาชื่อดังผู้ล่วงลับ ซึ่งได้เข้ารับการตรวจคลื่นไฟฟ้า และค่าไขมันในเลือด ผลออกมาว่าเขา "ปกติ" คือเหมือนกับคนส่วนใหญ่ แต่ ย.โย่ง ก็เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในไม่กี่เดือนต่อมา

ในทางตรงข้าม ถ้าพูดว่าไม่ปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นโรค เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งสูง 140 เซนติเมตร อีกคนสูง 175 เซนติเมตร ผิดปกติไปจากหญิงไทยคนอื่น ๆ ที่สูง 150 - 160 เซนติเมตร ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองเป็นโรค แต่คือคนหนึ่งเตี้ย คนหนึ่งสูงกว่าผู้หญิงส่วนใหญ่เท่านั้นเอง

"นอกจากนั้นยังมี ผลบวกลวก (Falsified Positive) และผลลบลวง (Falsified Negative) เช่นผู้ป่วยโรคเบาหวานมีคดีความแต่ไม่อยากไปศาล อาจหยุดกินยาเบาหวานและกินของหวานมาก ๆ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมากจนต้องเข้าโรงพยาบาล ไม่ต้องไปศาล หรือผู้ป่วยที่รู้ว่าตัวเองจะไปตรวจสุขภาพ จึงเข้มงวดกับตัวเอง ระวังอาหาร ตรวจแล้วก็ปกติทั้ง ๆ ที่ตนเป็นโรคเบาหวาน (แบบไม่รู้ตัว) อยู่ ทำให้เกิดความประมาท และไม่ระมัดระวังตนเท่าที่ควร ทำให้โรคกำเริบ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้" คนที่ไปตรวจเลือดและตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงต้องตระหนักถึงปัจจัยความผิดพลาดเหล่านี้ก่อนจะวิตกกังวลว่าตัวเอง "เป็นโรค"

ความทุกข์ใจภายหลังการตรวจร่างกายก็ดูจะเป็นสิ่งเลวร้ายพอ ๆ กับโรค ชายชราแข็งแรงวัย 80 คนหนึ่งได้รับยาควบคุมคอเลสเตอรอล หลังจากที่ทดสอบแสดงว่าเขามีระดับคอเลสเตอรอลสูง 270 มิลลิกรัม (คนปกติจะอยู่ในช่วง 150 - 200 มิลลิกรัม) ความทุกข์จากการนอนไม่หลับส่งผลต่อไปยังความเครียด และมีผลกระทบต่อยา เขากลายเป็นคนอ่อนแอและป่วยในที่สุด

การได้รับการดูแลหรือยาที่ไม่จำเป็นก็มีผลต่อสุขภาพ เช่นชายวัย 70 ที่กลายมาเป็นคนป่วยเมื่อได้รับการบอกว่าเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก เขาได้รับการผ่าตัดซึ่งนำมาซึ่งความเจ็บปวดของร่างกาย และความชอกช้ำทางจิตใจ "การเป็นมะเร็งไม่ได้หมายความว่าสุขภาพแย่ หรือจวนจะตายแล้ว เราสามารถเลือกที่จะอยู่กับมะเร็งต่อไปถึง 5 - 10 ปี โดยมีความเจ็บปวดน้อยกว่าเข้ารับการผ่าตัด"

ทั้งนพ.พิเชษฐ์ และนพ.สันต์ เห็นตรงกันว่ามีบางโรคที่เราสามารถจะอยู่กับมันได้ เพราะบางครั้งการรักษาสามารถนำไปสู่โรคแทรกซ้อน และสิ่งอันตรายต่อสุขภาพอื่น ๆ จึงจะดีที่สุดหากปล่อยมันไว้อย่างนั้นก่อนเช่นบางคนสามารถมีนิ่วในถุงน้ำดีได้หลายปี ซึ่งถึงแม้จะรักษาหายได้ในระยะเริ่มต้น แต่นพ.สันต์ชี้ว่ามะเร็งบางชนิดจะไม่เติบโต และบางชนิดไม่อันตราย หากเราไม่ไปปลุกมันให้ตื่น!! การไปยุ่งเกี่ยวกับมันนำไปสู่เนื้องอกที่อันตราย หลายครั้งที่การค้นพบว่าเป็นโรคหนึ่ง ทำให้สุขภาพทรุดจนเกิดอีกโรคหนึ่งได้

"อย่างไรก็ดี ในกรณีที่คน ๆ นั้นยังไม่รู้เดียงสา พิการทางสมอง หรืออื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบตนเองได้ การตรวจสุขภาพโดยผู้อื่น เช่น แพทย์ พยาบาลก็มีความจำเป็น แพทย์สามารถช่วยวินิจฉัยและติดตามการเจริญเติบโตของเด็กทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ เพื่อช่วยแนะนำพ่อแม่ให้เลี้ยงดูเขาได้อย่างถูกต้อง คนที่กำลังจะแต่งงาน เริ่มต้นครอบครัวก็ต้องการการตรวจสุขภาพ เพื่อหาโรคทางเพศ หรือปัญหาทางพันธุกรรมซึ่งสามารถผ่านไปยังเด็ก ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคบางชนิด เช่น มะเร็งเต้านม ก็ควรจะไปตรวจเป็นประจำ"

ในความหมายของนพ.สันต์คือ ไม่จำเป็นต้องตรวจโรคทุกชนิดเป็นโปรแกรมยาวเหยียด เพราะทั้งแพง ทั้งไม่มีประโยชน์ เลือกตรวจบางโรค และไปตรวจเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยจะได้รับประโยชน์มากกว่า

ความจริงก็คือการตรวจสุขภาพที่แท้จริงเริ่มต้นที่คนไข้ และการดูแลต่าง นั้นไม่ได้หมายถึงเฉพาะโรคทางกาย แต่ยังหมายถึงโรคทางใจ และโรคทางสังคมด้วย ตามที่องค์การอนามัยโลกได้ให้คำจำกัด ความของคำว่า สุขภาพ หรือสุขภาวะ ว่าหมายถึงภาวะแห่งความสุขอันสมบูรณ์ ทั้งร่างกาย ทางจิต (วิญญาณ) ทางใจ และทางสังคม จะมีความสุขได้จึงต้องสร้างความสมดุลของปัจจัยทั้ง 4 การตรวจ "หาโรค" แต่เพียงอย่างเดียวจึงดูจะมิใช่สิ่งที่เพียงพอ

"ไม่มีใครตัดสินใจแทนคนไข้ได้ถ้าเขายังมีความสุขและสุขภาพยังดี นอนหลับได้ตามปกติ กินในปริมาณที่พอดี ถึงแม้จะมีโรคแต่ตราบเท่าที่คุณยังรู้สึกสบาย การทำงานของอวัยวะยังเป็นไปตามหน้าที่ที่ควรของมัน และคุณสามารถดำเนินชีวิตอย่างเป็นสุขร่วมกับผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมในครอบครัว คุณก็คือคนสุขภาพดี ไม่มีใครสามารถพูดเป็นอย่างอื่นได้ ร่างกายของเราจะบอกเองว่ามันต้องการอะไร และอะไรที่ไม่ต้องการ หากเพียงเราฟังและทำไปตามสัญญาณที่ส่งออกมานั้น ถ้าการทานอาหารรสจัดทำให้คุณรู้สึกร้อนก็หยุดมันเสีย ถ้าไอตอนสูบบุหรี่ก็ต้องหยุดสูบ เพราะร่างกายเราไม่ต้องการมัน ง่าย ๆ เท่านั้นเอง"

อันที่จริง คนส่วนใหญ่เองก็ทราบดีว่าอะไรที่ดี และอะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ควรจะออกกังกาย ทานผักผลไม้เยอะ ๆ ไม่ควรสูบบุหรี่ เรารู้ว่าเอาตัวเข้าไปยุ่งกับพฤติกรรมเสี่ยงอะไรบ้าง

การตรวจสอบสุขภาพที่ถูกต้องจึงควรเป็นการตรวจสุขภาพด้วยตนเอง เช่น ถ้าคุณต้องอยู่ในที่เสียงดังทุก ๆ วัน ก็ลองเอานาฬิกาทาบที่หูทุก ๆ วันเหมือนกัน ฟังดูสิว่ามันเบาลงรึเปล่า ต้องเอาชิดแค่ไหนถึงจะได้ยินเสียงดังเท่าเดิม นพ.สันต์แนะนำว่า การเขียนบันทึกลงในสมุดสุขภาพ (Health Diary) ก็เป็นสิ่งที่ช่วยได้มาก เพราะจะเป็นการบันทึกให้เห็นถึงปัจจัยเสี่ยง และพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ ที่จะส่งผลอันตรายต่อสุขภาพ จะได้กำจัดหรือหลีกเลี่ยงเสียก่อนที่จะเป็นอันตราย หรือหากเกิดความเจ็บป่วยใด ๆ ขึ้นมาจริง ๆ ก็จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ

"ที่สำคัญการรักษาสุขภาพด้วยตนเองจะช่วยประหยัดเงิน เวลา เลือด และความมั่นคงในจิตใจของคุณ"

ตริตรองก่อนเลือก

ในสองความเห็นมีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ แต่ก็มีอย่างหนึ่งที่เห็นตรงกันคือสุดท้ายก็คือสิทธิของคนไข้เองว่าจะเลือกดูแลตนเองเช่นไร

เมื่อสุขภาพ คือภาวะแห่งความสุข จะ "ตรวจ" หรือ "ไม่ตรวจ" ก็คิดพิจารณากันเองนะคะว่าหนทางใดที่ทำให้คุณ Feel Good มีความสุขมีชีวิตที่อภิรมย์ที่สุด

 
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง

ขอขอบคุณ บทความดีๆ
จาก นิตยสาร ผู้หญิง วันนี้
 

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ตรวจสุขภาพ จำเป็นหรือไม่?

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 1

  1. Re: ตรวจสุขภาพ จำเป็นหรือไม่?

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้