 |
|
 |
|
น.พ.อุทารชัย โรจนวิภาต สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
"ปัสสาวะเล็ด" เป็นภาวะที่พบบ่อยในเพศหญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุมากขึ้น ส่วนใหญ่คิดว่าเกิดจากอายุที่มากขึ้น ทำให้มาพบแพทย์ไม่มากนัก ทั้งๆ ที่ภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน และมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก เช่น อับอาย วิตกกังวลเรื่องกลิ่นปัสสาวะที่เล็ดออกมา ซึมเศร้า นอนหลับไม่เต็มที่ เนื่องจากต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะ
ตามปกติน้ำปัสสาวะจะไหลจากไตลงมาเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ เมื่อมี น้ำปัสสาวะมากประมาณ 100-300 มิลลิลิตร จะเริ่มรู้สึกปวดปัสสาวะ แต่คนส่วนใหญ่ยังทนได้ หากยังไม่สามารถหาสถานที่ที่เหมาะสม หรือเวลาที่เหมาะสม จะสามารถกลั้นปัสสาวะได้โดยไม่ทรมาน แต่ถ้าปัสสาวะมากถึง 300-500 มิลลิลิตร จะรู้สึกปวดปัสสาวะมาก และต้องรีบเข้าห้องน้ำ
ทำให้ผู้หญิงหลายคนที่ประสบปัญหา "ปัสสาวะเล็ด" ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านต่างๆ เช่น ดื่มน้ำให้น้อยลง เลือกที่จะไม่ไปสถานที่ที่ไม่สามารถปัสสาวะได้อย่างสะดวก เลือกที่จะไม่เดินทางไปยังสถานที่ไกลๆ พกพาแผ่นอนามัยติดตัวไว้เสมอ รวมทั้งเลือกที่จะใส่กางเกงสีเข้มเพื่ออำพรางรอยเปื้อน
อาการผิดปกติของการขับถ่ายปัสสาวะ ประกอบด้วย การปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ การที่ต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะในตอนกลางคืนมากกว่าหนึ่งครั้งขึ้นไป มีอาการเร่งรีบทำให้ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ ปัสสาวะเล็ดราดเมื่อไอหรือจาม
ปัจจุบันพบว่า มีความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะชนิดหนึ่งคือ ทั้งๆ ที่ปริมาณน้ำปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะยังไม่มากพอที่จะทำให้รู้สึกปวดในคนปกติ แต่ผู้ที่เป็นโรคนี้กระเพาะปัสสาวะจะบีบตัว ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะมากต้องรีบเข้าห้องน้ำทันที รวมถึงต้องตื่นในตอนกลางคืนเพื่อมาปัสสาวะบ่อยครั้ง ซึ่งกลุ่มอาการดังกล่าวข้างต้น ในปัจจุบันจะเรียกว่า ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (overactive bladder, OAB) ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุของภาวะดังกล่าว
การวินิจฉัย ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Overactive Bladder, OAB) จำเป็นต้องซักประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยเฉพาะระบบประสาท รวมถึงการตรวจภายใน และการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตัดโรคอื่นๆ ที่อาจมีอาการและอาการแสดงคล้ายกันเสียก่อน ได้แก่
1.การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
2.เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน ที่กดดันกระเพาะปัสสาวะ จนทำให้ปัสสาวะบ่อย
3.การหย่อนยานของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน
4.ภาวะการขาดฮอร์โมนเพศหญิง
5.โรคเบาหวาน โรคเบาจืด การได้รับยาที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ
6.ความผิดปกติของระบบประสาท
7.กระเพาะปัสสาวะยืดตัวผิดปกติ (Overflow Incontinence)
8.เกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน
แนวทางการรักษา เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ดังนั้น การรักษาจึงใช้แนวทางรักษาหลายชนิดมาผสมผสานกัน กล่าวคือ
- รักษาภาวะที่ก่อให้เกิดปัญหากระเพาะปัสสาวะไวเกิน ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
- การใช้ยาที่มีฤทธิ์คลายการหดตัวของกระเพาะปัสสาวะ
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การงดดื่มน้ำก่อนนอน หลีกเลี่ยงยา หรืออาหารที่มีฤทธิ์กระตุนการขับปัสสาวะ เช่น ยาขับปัสสาวะ น้ำชา กาแฟ การจัดที่นอนใหม่ให้เข้าห้องน้ำได้สะดวกขึ้น
- การฝึกกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในพฤติกรรมบำบัด โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะให้สมองส่วนกลางส่งสัญญาณมายับยั้งวงจรการปัสสาวะ โดยการฝึกปัสสาวะให้เป็นเวลา และเพิ่มช่วงเวลาการถ่ายปัสสาวะให้มากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งหลักการเบี่ยงเบนความสนใจ
- การฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่รองรับอวัยวะในอุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูดส่วนนอกของท่อปัสสาวะหนาตัวและแข็งแรงขึ้น โดยปกติการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน จะใช้ในการรักษาภาวะไอ-จามจนปัสสาวะเล็ด แต่พบว่าสามารถนำมาใช้รักษาภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกินได้ด้วย
ภาวะกระเพาะปัสสาวะไวเกิน เป็นกลุ่มอาการของความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง ที่แม้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตมากนัก แต่ก็ทำให้คุณภาพชีวิตลดลงอย่างมาก จึงจำเป็นที่แพทย์ในสาขาต่างๆ ที่อาจมีส่วนดูแลผู้ป่วย เช่น สูตินรีแพทย์ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ อายุรแพทย์ และแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ให้ความสำคัญ และให้การรักษาอย่างจริงจัง เพื่อให้หายหรือบรรเทาจากภาวะดังกล่าว และให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น |
|
|
 |
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
|
 |

ขอขอบคุณข้อมูล จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก |
|
|
 |
ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ปัสสาวะเล็ด
แสดงความคิดเห็น
ซ่อนความคิดเห็น
รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก "
" เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ
จำนวนข้อความทั้งหมด 21
Re: ปัสสาวะเล็ด
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์