ค้นหากระทู้  
 
forum mynew rulefindcontact
หน้า: 1 ตอบส่งกระทู้นี้พิมพ์
ผู้เขียน กระทู้: แม่น้องแพนเค้ก มาอ่านเรื่องตะคริวตรงนี้  (อ่าน 29190 ครั้ง)
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156

« เมื่อ: 15 เม.ย. 08, 18:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
 24ตะคริว Muscle Cramps

ลักษณะทั่วไป
ตะคริว หมายถึง
อาการกล้ามเนื้อเกร็งแข็งและปวดซึ่งจะเกิดขึ้นรวดเร็ว และมักจะเป็นอยู่เพียงไม่กี่นาที กล้ามเนื้อที่พบเป็นตะคริวได้บ่อย ได้แก่ กล้ามเนื้อน่องและต้นขา ตะคริวเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมาก ซึ่งจะพบได้เป็นครั้วคราวในคนเกือบทุกคน

สาเหตุ
ส่วนมากจะไม่มีสาเหตุร้ายแรง เป็นเพียงชั่วเดี๋ยวเดียวก็หายได้เอง บางคนอาจเป็นตะคริวที่น่อง ขณะนอนหลับโดยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด บางคนอาจเป็นหลังออกกำลังมากกว่าปกติหรือนอน นั่งหรือยืนในท่าที่ไม่สะดวกนาน ๆ (ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก) ผู้ที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำก็อาจเป็นตะคริวได้บ่อย ในผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อาจเป็นตะคริวได้ บ่อยขึ้น เนื่องจากระดับของแคลเซียมในเลือดต่ำ หรืออาจเกิดจากการไหลเวียนของเลือดไปที่ขาไม่สะดวกในคนที่มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (arteriosclerosis) เช่น คนสูงอายุก็มีโอกาสเป็นตะคริวได้บ่อยขึ้น และอาจเป็นขณะที่เดินนาน ๆ หรือขณะที่อากาศเย็นตอนดึกหรือเช้ามืด เนื่องจากการไหลเวียนของเลือดไปที่ขาไม่ดี

ในผู้ป่วยที่ร่างกายเสียเกลือโซเดียม เนื่องจากท้องเดิน อาเจียน หรือสูญเสียไปทางเหงื่อเนื่องจากความร้อน (อากาศ หรือ ทำงานในที่ที่ร้อนจัด) อาจเป็นตะคริวรุนแรง คือ เกิดกับกล้ามเนื้อหลายส่วนของร่างกายและมักจะเป็นอยู่นาน)

อาการ
ผู้ป่วยอยู่ ๆ รู้สึกกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่ง (เช่น น่อง หรือต้นขา) มีการแข็งตัวและปวดมาก เอามือคลำดูจะรู้สึกแข็งเป็นก้อน ถ้าพยายามขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อส่วนนั้นจะทำให้ยิ่งแข็งตัว และปวดมากขึ้นการนวดและยืดกล้ามเนื้อส่วนนั้น จะช่วยให้ตะคริวหายเร็วขึ้น

ถ้าเป็นขณะนอนหลับ ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดจนสะดุ้งตื่นโดยทั่วไป จะเป็นอยู่เพียงไม่กี่นาทีก็หายได้เอง และไม่มีความผิดปกติอื่น ๆ เกิดร่วมด้วย เมื่อหายแล้วผู้ป่วยจะรู้สึกเป็นปกติทุกอย่าง

สิ่งตรวจพบ
กล้ามเนื้อเกร็งแข็ง

การรักษา

1. ขณะที่เป็นตะคริว ให้ทำการปฐมพยาบาล โดยใช้มือนวดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริว หรือยืดกล้ามเนื้อส่วนนั้นให้ตึง เช่น ถ้าเป็นตะคริวที่น่องให้เหยียดหัวเข่าตรง และดึงปลายเท้ากระดกเข้าหาเข่าให้มากที่สุด ถ้าเป็นตะคริว ที่ต้นขาให้เหยียดหัวเข่าตรง ยกเท้าขึ้นให้พ้นจากเตียงเล็กน้อยและกระดกปลายเท้าลงล่าง (ไปทางด้านตรงข้ามกับหัวเข่า)

2. ถ้าเป็นตะคริวขณะเข้านอนตอนกลางคืนบ่อย ๆ (เช่น หญิงที่ตั้งครรภ์ คนสูงอายุ) ก่อนนอนควรดื่มนมให้มากขึ้นและยกขาสูง (ใช้หมอนรอง) จากเตียงประมาณ 10 ซม.(4 นิ้ว) ในหญิงตั้งครรภ์ อาจให้ยาเม็ดแคลเซียมแลกเทตกินวันละ 1-3 เม็ด

3. ถ้าเป็นตะคริวจากการเสียเกลือโซเดียม (เช่น เกิดจากท้องเดิน อาเจียน เหงื่อออกมาก) ควรให้ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ถ้าดื่มไม่ได้ ควรให้น้ำเกลือนอร์มัลซาไลน์ทางหลอดเลือดดำ

4. ถ้าเป็น ๆ หาย ๆ บ่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นขณะเดินนาน ๆ ควรแนะนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุ อาจมีความผิดปกติเกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือดที่ขา หรือมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งจากเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคอื่น ๆ

ในผู้สูงอายุที่เป็นตะคริวตอนกลางคืนเป็นประจำ ควรให้กินไดเฟนไฮดรามีน ขนาด 50 มก ก่อนนอนอาจช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริวขณะเข้านอนได้

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 เม.ย. 08, 10:43 น โดย women » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156

« ตอบ #1 เมื่อ: 15 เม.ย. 08, 18:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ช่วงนี้ดิฉันเป็นตะคริวบ่อยมากค่ะ ที่น่อง บางวันปวดจนร้องไห้เลย ก็เลยหาข้อมูลมาเผื่อคนอื่นด้วย ใครมีอะไรจะแนะนำ momolay ก็เชิญนะคะ เพราะบางทีผงเข้าตาตัวเองเนี่ย เขี่ยออกยากจังค่ะ เนี่ยต้องพันน่องไว้ตลอด ก็ดีขึ้นแหละค่ะ แต่มันคันค่ะ เบื่อจัง 23 23 23
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Global Moderator
**
Level 8
ความคิดเห็น: 634

« ตอบ #2 เมื่อ: 15 เม.ย. 08, 23:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
  ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ นะคะ
เป็นตะคริวที่เท้าอยู่เหมือนกัน บางทีอยู่ๆ ก็เป็นขึ้นมา
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156

« ตอบ #3 เมื่อ: 16 เม.ย. 08, 09:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อ่านไปแล้วชักกลัวค่ะ ตอนนี้พยายามออกกำลังบ่อยๆ เพราะตะคริวที่เป็นอยู่น่าจะคล้ายๆกับเส้นยึดน่ะค่ะ บางครั้งใส่กางเกงยีนส์คับๆ พอตกกลางคืนละได้เรื่องเลย แข้งขาตึงไปหมด อาหารการกินก็ค่อนข้างครบนะคะ แต่อย่างว่าแหละ บางทีเราอาจขาดสารอาหารบางชนิดไป ตอนนี้จะทดลองออกกำลังไปก่อน น่าจะพอทุเลาเส้นตึงไปได้ 23 23 23
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Maew_Playgirl
« ตอบ #4 เมื่อ: 16 เม.ย. 08, 16:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แล้วถ้าเป็นที่อื่นที่ไม่ใช่น่อง หรือต้นขา จะทำยังไงค่ะ พอดีเป็นคนที่เป็นตะคริวได้ทุกส่วน  แค่บิดตัวผิดนิดหน่อยก็เป็นแล้วไม่รู้จะทำยังไงดี  แน่ระยะนี้ออกกำลังกายบ่อยๆ ก็พอทุเลาไปบ้าง
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
kukkukgu
« ตอบ #5 เมื่อ: 16 เม.ย. 08, 17:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แต่ก่อนเป้นบ่อยมากตอนนอน เคยเป็นตอนนอนจนร้องอีกลั่นบ้านเลย บางครั้งเป็นพอหายจากตะคริวยังปวดกล้ามเนื้อน่องอยู่เป็นวันเลย มาสังเกตุตอนหลังมันจะเป็นตอนนอนหลับแล้วเกิดพลิกตัวมันจะขึ้นน่องจี๊ดเรย จนบางวันต้องนอนโซฟายกขาสูงพาดเอาเท้าพาดที่ท้าแขน แล้วโซฟามันทำให้ไม่ค่อยนอนพลิกตัวก้พอช่วยได้ อีกวิธีที่ใช้ถ้ารู้สึกตัวทันมันจะขึ้นน่องก็จะงอปลายเท้าเข้าหาตัว(ใช้เกร็งเอาไม่ได้ใช้มือดัน) สักพักมันก็หายก็จะไม่กินน่อง ตอนหลังไปตรวจเลือดมาพบว่าแคลเซี่ยมต่ำมากหมอให้แคลเซี่ยมมากินตอนนี้ก็ดีข้นไม่ค่อยเป้นแล้ว
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156

« ตอบ #6 เมื่อ: 16 เม.ย. 08, 20:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ที่ดิฉันเป็นมันไม่ถึงกับเกร็งจนขึ้นเป็นลูก แต่มันจะคล้ายๆกับตึงเส้นตรงช่วงน่องน่ะค่ะ ตึงจนนอนไม่ได้เลย พอยกขาขึ้นสูงจะรู้สึกเลยว่าหลังขาปวดมาก เลยใช้ข้างฝาผนังห้องช่วย แต่กว่าจะเหยียดตรงแนบฝาผนังห้องได้ก็แทบแย่เหมือนกัน เคยใช้ยาทานะคะ คือทั้งทาทั้งนวดแหละ แต่รู้เลยว่ายาเข้าไม่ถึงตรงจุดที่ปวดค่ะ มันคงลึกน่ะค่ะ 27 27 27
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156

« ตอบ #7 เมื่อ: 16 เม.ย. 08, 20:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
บางทีนิ้วกลาง (ที่เท้า) อยู่ดีๆจะเป็นตะคริวค่ะ เป็นแค่นิ้วเดียวด้วย พอเป็นนะคะ มันจะค่อยๆชี้เด่ขึ้นมาเลยค่ะ ทั้งๆที่นิ้วอื่นอยู่สภาพเดิมนะคะ ลองนึกภาพเอานะคะ ปวดมากเลย ต้องค่อยๆกดมันเอาไว้ให้แนบพื้นแลวสักพักมันถึงจะกลายเป็นเหมือนซ่ายิกๆที่เท้าแล้วถึงจะหายค่ะ 27 27 27
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156

« ตอบ #8 เมื่อ: 16 เม.ย. 08, 20:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตะคริว คือ การที่มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงเป็นเวลานาน โดยทั่วไปตะคริวมักเกิดไม่เกินสองนาที แต่อาจมีบางรายเกิดนานได้ถึงห้านาทีหรือนานกว่านั้น ในบางรายอาจเกิดบ่อยจนทำให้เกิดความทุกข์ทรมานได้ โดยทั่วไปตะคริวมักเกิดในผู้สูงอายุและเกิดในตอนกลางคืน    แต่ก็อาจเกิดในคนอายุน้อยและเกิดได้ทุกเวลา อาการนี้ถึงแม้จะไม่ส่งผลเสียถึงแก่ชีวิต แต่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ถ้าเกิดระหว่างว่ายน้ำ หรือขับรถ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

 

สาเหตุของการเกิดตะคริว

สาเหตุการเกิดยังไม่ทราบแน่ชัด มีหลายทฤษฎี อาจเกิดจากการที่เอ็นและกล้ามเนื้อไม่ได้มีการยืดตัวบ่อยๆ ทำให้มีการหดรั้ง เกร็งได้ง่ายเมื่อมีการใช้กล้ามเนื้อนั้นมากเกินไป นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากเซลล์ประสาทและเส้นประสาทที่ควบคุมการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติไป และประการสุดท้ายอาจเกิดจากการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่ดีพอซึ่งมักพบในคนที่มีโรคที่ทำให้หลอดเลือดตีบ เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น

ตัวกระตุ้นการเกิดตะคริว

ส่วนใหญ่แล้วไม่ค่อยมีสาเหตุ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดจากยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น นอกจากนั้นโรคทางกายบางอย่าง เช่น โรคไตวาย โรคเบาหวาน โรคของต่อมธัยรอยด์ ซีด น้ำตาลในเลือดต่ำ โรคพาร์กินสัน ร่างกายขาดสารน้ำและความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกาย ได้แก่ แมกนีเซียม แคลเซียม โปแตสเซียม ยังทำให้เกิดตะคริวขึ้นได้ง่าย

การทำงานมากๆ จนเมื่อยล้าหรือนั่งขดแขนขาอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ก็อาจทำให้เกิดตะคริวขึ้นได้เช่นกัน เพราะเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงแขนขาได้สะดวก

การรักษาอาการตะคริว

ถ้าเป็นบ่อยมากควรหาสาเหตุ ตรวจเช็คว่ายาที่รับประทานอยู่เป็นสาเหตุของตะคริวได้หรือไม่ อาจต้องตรวจหาโรคทางกายดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปมักไม่ค่อยพบสาเหตุ



การรักษาที่ดีอย่างหนึ่งคือ การยืดกล้ามเนื้อที่เกิดตะคริว นั้นให้คลายออกอย่างช้าๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดตะคริวที่น่องจะทำให้เกิดเกร็งปลายเท้าจิกชี้ลงพื้นดิน ก็ให้ทำการดันปลายเท้าให้กระดกขึ้นช้าๆ แต่ห้ามทำการกระตุก กระชากรุนแรงอย่างรวดเร็ว เพราะจะเจ็บปวดจนกล้ามเนื้อฉีกขาดได้ ในรายที่เป็นบ่อยๆ มีการใช้ยาบางอย่าง เช่น ควินีนและยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด ซึ่งอาจใช้ในระยะสั้นๆ เช่น 4-6 สัปดาห์และดูการตอบสนอง แต่ผลการศึกษาถึงประโยชน์ยังไม่ชัดเจนนักและอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ในบางราย เช่น เกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวต่ำ ตับอักเสบ หูอื้อ เสียงดังในหู เวียนศีรษะได้ เป็นต้น ดังนั้นโดยทั่วไปมักไม่ค่อยได้ใช้กันทั่วไป

การป้องกัน

1. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะตะคริวมักเกิดในผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอหรือคนที่ขาดการออกกำลังกายที่ดีพอ

2. การฝึกการยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ อาจลดโอกาสการเกิดตะคริวได้ เช่น ที่น่องอาจทำได้โดยการกระดกเท้าขึ้นลง หรือเอามือแตะปลายเท้าขณะเหยียดเข่า ปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือยืนบนส้นเท้าห่างผนัง 1 ฟุตแล้วเอามือทาบผนังและค่อยๆ เหยียดแขนออกเพื่อยืดกล้ามเนื้อประมาณ 30 วินาทีแล้วทำใหม่ เป็นต้น



3. ถ้าออกกำลังกายหนักควรดื่มน้ำและเกลือแร่ทดแทนให้เพียงพอ

4. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ

5. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

6. ผู้สูงอายุควรค่อยๆ ขยับแขนขาช้า ๆ และหลีกเลี่ยงอากาศเย็นมากๆ

7. สวมรองเท้าที่พอเหมาะและอาจใส่ถุงเท้าตอนนอนเพื่อป้องกันการเกร็งของเท้า

8. ในรายที่เป็นบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแก้ไข

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156

« ตอบ #9 เมื่อ: 16 เม.ย. 08, 20:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ทำอย่างไรให้หาย..เมื่อเป็นตะคริว
              ตะคริวเป็นอาการหดตัวของกร้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว   มักเกิดที่น่องและต้นขา เมื่อคลำ
ที่กล้ามเนื้อบริเวณที่บวดจะรู้สึกเป็นก้อนแข็งแต่จะบรรเทาปวดลงเมื่อเหยียดขาและนวดเบา ๆ
เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว   หรือทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นดีขึ้น
              ตะคริวเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น คุณอาจออกกำลังกายมากเกินไป   โดยที่กล้ามเนื้อ
ไม่เคยได้รับการฝึกฝนมาก่อนหรือเกิดจากการไหลเวียนของหลอดเลือดไม่สะดวก   เนื่องจากท่านั่ง
หรือยืนที่ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก หรือในผู้สูงอายุที่มีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว
             นอกจากนี้ยามอาการเย็นก็อาจทำให้เป็นตะคริวได้ และในรายที่ขาดแคลเซียมต่ำใน
เลือดหรือร่างกายที่มีการสูญเสียเกลือแร่ในร่างกายอย่างมากในขณะท้องเสีย อาเจียน หรือเหงื่อออกมาก ๆ
             เมื่อคุณเป็นตะคริว คุณจะรู้สึกเจ็บปวดบริเวณกล้ามเนื้ออย่างมาก   การปฐมพยาบาลจะช่วย
บรรเทาลงได้...
ถ้าเป็นตะคริวที่น่อง ..ให้เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวให้ตรง   ใช้มือข้าวหนึ่งยกประคองส้นเท้าและ
ใช้มืออีกข้างค่อย ๆ ดันปลายเท้าขึ้นลงให้เต็มที่อย่างช้า ๆ ประมาณ 5 นาที แล้วนวดเบา ๆ ที่น่อง หรืออาจทา
ครีมหรือน้ำมันเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในบริเวณนั้นไม่ควรนวดแรง ๆ เนื่องจากอาจทำให้
กล้ามเนื้อเจ็บได้และอาจเป็นตะคริวซ้ำได้อีก
ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขา.. ให้เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวให้ตรง   ใช้มือข้างหนึ่งยกประคองส้นเท้า   
อีกข้างหนึ่งกดลงบนหัวเข่าจากนั้นค่อย ๆ นวดบริเวณที่เป็นตะคริวเบา ๆ
ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วเท้า.. ให้เหยียดนิ้วเท้าให้ตรง และลุกขึ้นยืนเข่ยงเท้า จากนั้นค่อย ๆ นวดบริเวณ
นิ้วเท้าเบา ๆ
ถ้าเป็นตะคริวที่นิ้วมือ.. ให้เหยียดนิ้วมือออกและค่อย ๆ นวด บริเวณนิ้วมือเบา ๆ
      สำหรับคนที่เป็นตะคริวบ่อย ๆ ควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เวลานอนให้ยกขาสูง   
โดยใช้หมอนรองขา แต่ถ้าเป็น ๆ หาย ๆ บ่อยครั้งควรปรึกษาแพทย์   เพื่อตรวจหาสาเหตุแห่งการ
ผิดปกติในระบบไหลเวียนของเลือด

 
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156

« ตอบ #10 เมื่อ: 16 เม.ย. 08, 20:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรื่องน่ารู้ของแคลเซี่ยม
วิตามินและแร่ธาตุมีคุณประโยชน์ ดังนี้
1. วิตามิน ดี3 เสริมประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซี่ยมให้ดีขึ้น
2. แมกนีเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการเผาผลาญอาหาร ระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน ป้องกันการเป็นตะคริว
3. วิตามินซี เสริมสร้างผนังหลอดเลือด ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุ เสริมสร้างเซลล์ให้แข็งแรง
4. สังกะสี เป็นส่วนจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของระบบสืบพันธุ์ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
5. ทองแดง ช่วยในการหายใจของเซลล์ เป็นส่วนสำคัญของการสร้างเนื้อเยื่อ และมีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตของกระดูก
6. วิตามิน อี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เซลล์เสื่อมสภาพ ช่วยลดการเกิดโรคหลายชนิดที่เกิดจากเซลล์ถูกทำลาย

หน้าที่สำคัญของแคลเซี่ยม
1.เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันความผิดปกติของกระดูก เช่น กระดูกหักง่าย หลังโก่งงอ กระดูกเรียงผิดรูป หรือฟันโยกหลุดง่าย
2.ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
3.ป้องกันการปวดเกร็งในช่องท้องในผู้หญิงระหว่างมีประจำเดือน
4.ลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ และอาการชาตามปลายมือ ปลายเท้า
5.ช่วยให้การเจริญเติบโตในด้านความยาว และความแข็งแรงของเด็กในวัยเจริญเติบโต

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแคลเซี่ยม
1.แคลเซี่ยม จำเป็นต่อการเติบโตของกระดูก และเรื่องของความสูงหรือไม่ ?
คำตอบคือ จำเป็นครับเพราะแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสคือ แร่ธาตุหลักของกระดูก " เมื่อมีการขาดแคลเซี่ยมในระยะเติบโต ทำให้แคลเซี่ยมจากกระดูกถูกดึงออกมาใช้ภายนอกเซลล์ เพื่อช่วยในการปรับสภาพอิเลคโตรไลต์ของร่างกายให้สมดุลย์ ปริมาณแคลเซี่ยมในกระดูกจึงยิ่งลดลง มีผลทำให้การเติบโตด้านความสูงของเด็กหยุดชะงักได้ "

2.ความสูงขึ้นอยู่กับแคลเซียมเท่านั้นหรือ ?
คำตอบคือ ไม่ใช่ครับแคลเซี่ยมจำเป็นต่อกระดูกเหมือนแสงแดดจำเป็นต่อต้นไม้ แต่ต้นไม้ไม่ได้ต้องการแสงแดด เพียงอย่างเดียวครับ ต้นไม้ต้องการ ปุ๋ย ดิน น้ำ ด้วย ปัจจัยที่ช่วยให้สูงได้ไม่ใช่แคลเซียมอย่างเดียว มีหลายอย่างที่สำคัญ มีดังนี้
2.1 อายุ
- เด็กสาว จะหยุดสูงเมื่ออายุกระดูก 16 ปีโดยประมาณ หลังจากมีประจำเดือนแล้ว 3 ปี (โดยปกติเด็กสาวจะมีเต้านมก่อน จากนั้นอีกประมาณ 2 ปีจึงจะมีประจำเดือน) ในกรณีที่เด็กสาวมีประจำเดือนเร็ว อาจสูงได้อีก 5-7 ซ.ม. และหยุดสูง หลังจากมีประจำเดือนแล้วประมาณ 3 ปี
- เด็กชาย มักจะหยุดสูงเมื่ออายุกระดูก 18 ปี คือประมาณ 3 ปี หลังจากเสียงแตก
- อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กสาวมีอายุ 16 ปี และเด็กชายมีอายุ 18 ปี อาจจะสูงเพิ่มได้อีกประมาณ 1-2 ซ.ม (Spinal Column Growth) แล้วจะหยุดสูงโดยสิ้นเชิง
2.2 พันธุกรรม ยีนจากพ่อแม่ปู่ย่าตายาย จะมีผลต่อพันธุกรรมความสูงของเด็กความผิดปกติทางโครโมโซมก็มีผลที่ทำให้เด็กตัวเตี้ยได้
2.3 โภชนาการ การได้รับอาหารที่เหมาะสมทั้งพลังงาน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ และที่สำคัญเป็นหลักของกระดูกคือ แคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสที่เพียงพอ
2.4 การพักผ่อนที่เพียงพอ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
2.5 เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยความรัก ความอบอุ่นจะเจริญเติบโตได้ดี

3.แคลเซี่ยม ช่วยเร่งให้ร่างกายสูงเร็วจริงหรือ ?
คำตอบคือ ไม่ใช่ครับแต่การขาดแคลเซี่ยมที่ผลทำให้ความสูงหยุดชะงักดังกล่าว ควรได้รับแคลเซี่ยมที่เพียงพอ เมื่อประกอบกับปัจจัย อื่นๆ ก็จะช่วยให้ร่างกายสูงเต็มที่มากที่สุด ตามธรรมชาติที่ควรจะเป็นครับ

4.เราต้องการแคลเซี่ยมเท่าใด ?
คำตอบคือ ตามมาตรฐานคนไทยกระทรวงสาธารณสุขได้วางข้อกำหนดไว้ ดังนี้
วัย ปริมาณแคลเซียมต่อวัน (มก.)
เด็กเล็ก 1 -6 ปี 800
เด็กวัยรุ่น 1200
สตรีหมดประจำเดือน 1200
สตรีมีครรภ์ให้นมบุตร 1200
ผู้ใหญ่ 800

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156

« ตอบ #11 เมื่อ: 16 เม.ย. 08, 20:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ตัวอย่างอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง (ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม) และทานได้ง่ายที่สุดคือ นมสด อาหารจากธรรมชาติที่มีแคลเซี่ยมมาก ทานง่าย ได้แก่ นม เนย กุ้งแห้ง กะปิ ปลาร้า งาดำ ถั่วแดงหลวง ใบมะกรูด เราสามารถจะประมาณปริมาณแคลเซี่ยมที่ทานได้จากหลากหลายแห่ง ที่สำคัญคือต้องทานทุกวัน วันละมาก ๆ พอ

6. คนไทยได้แคลเซี่ยมจากอาหารที่รับประทานอยู่เพียงพอหรือยัง ?
ในส่วนตัวคิดว่า ไม่เพียงพอ เพราะมีการศึกษาวิจัยดังนี้ กองวิเคราะห์อาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้ศึกษาวิเคราะห์แร่ธาตุจากอาหารทุกภาคในประเทศไทย โดยเก็บตัวอย่างอาหารที่ทานเป็นประจำของภาค
นั้น ๆ ผลวิเคราะห์เป็นแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ได้รับในแต่ละวัน ผลการวิเคราะห์แคลเซี่ยมมีดังนี้ครับ

แคลเซี่ยมในอาหารที่คนไทยในแต่ละภาคได้รับ (มก. / วัน)
ภาคเหนือ 251.8 ภาคอีสาน 194.8 ภาคกลาง 156 ภาคใต้ 173 เฉลี่ย 195.6
จะเห็นว่าเป็นค่าที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับความต้องการของ คนไทย คือ 800 มก./วัน

ยังมีการวิจัยในคนกรุงเทพ ฯ โดยสุ่มในประชากร 396 คน พบว่า แม้ในคนกรุงเทพ ณ ซึ่งนับว่ามีโภชนาการที่ดีพอสมควร ก็ยังได้รับแคลเซี่ยมเฉลี่ยเพียง 361 มก./วัน โดยมีถึง 67 % ได้รับแคลเซี่ยมน้อยกว่า 400 มก./วัน 31% ได้
แคลเซี่ยม 400-800 มก./วัน มีเพียง 2 % ที่ได้แคลเซียมเกิน 800 มก./วัน

แคลเซี่ยมที่ดูดซึมได้ดี เรียกว่ามีค่า Bioavalabilty สูงที่สุดได้แก่ แคลเซี่ยมคาร์บอเนตซึ่งดูดซึมได้ 40 % สิ่งที่จะช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซี่ยมได้แก่ วิตามินดี 3 ซึ่เราอาจจะได้รับจากอาหารและแสงแดด ภาวะเป็นกรดในกระเพาะอาหาร น้ำตาลแลคโตสและกรดแอมมิโนในนม

สารที่ลดการดูดซึมแคลเซี่ยม ได้แก่ แอลกอฮอล์ กาแฟ ยาขับปัสสาวะ ยาพวกเตรตร้าไซคลิน ยอลดกรดในอาหาร นอกจากนี้กรดออกซาลิก และกรดไฟติคในพืชผัก สามารถจับแคลเซี่ยม และ ลดการดูดซึมได้ กรดไฟติคจะอยู่ในรูปของเกลือไฟเตท ซึ่งสามารถจะจับกับแร่ธาตุได้ ที่มีการศึกษา อาหารที่มีไฟเตทมากดังกล่าว ได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวเหนียวดำ ลูกเดือย เมล็ดแตงโมแห้ง งาดำ งาขาว ถั่วเหลือง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว

7. ถ้าได้รับแคลเซียมไม่พอ จะเกิดอะไรขึ้น ?
ในเด็กที่ต้องการแต่ได้รับไม่พอ ก็มีผลทำให้ไม่สูงความสูงหยุดชะงักได้ ส่วนผู้ใหญ่ก็จะมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุน เนื่องจากแหล่งที่มีแคลเซียมที่ดีทีสุดคือนม และผู้ใหญ่บ้านเราไม่มีนิสัยกินนมเหมือนฝรั่ง จึงมีปัญหาทางกระดูกกันมาก ส่วนมากจะพบว่าคนแก่จะหลังโกง กระดูกหักง่าย ยุบง่ายเพราะเป็นโรคกระดูกพรุนนั่นเอง


8. รับประทานแคลเซี่ยมมาก ๆ นาน ๆ จะอันตรายหรือไม่ ?
ไม่อันตรายเลย ถ้าไม่เกินความต้องการประจำวัน (RDI) เช่น ไม่เกิน 800 มก./วัน ในผู้ใหญ่ และเด็กอายุเกิน 1 ปี หรือไม่เกิน 1200 มก./วัน ในผู้หญิงตั้งครรภ์ให้นมบุตร หรือสตรีวัยหมดประจำเดือน ไม่มีอันตรายครับ ไม่มีรายงานว่าจะเป็นนิ่ว หรือกระดูกงอก หรืออันตรายอื่นๆใดเลย ยกเว้นผู้เป็นโรคไตวายเท่านั้นต้องระวัง เพราะคนเป็นโรคไตวาย มักจะต้องจำกัดอาหารฟอสฟอรัส อาหารที่มีแคลเซี่ยมสูงจำนวนมากจะมีฟอสฟอรัสสูงด้วย เช่น นม ซึ่งคนเป็นโรคไตวายควรหลีกเลี่ยงครับ

การได้รับแคลเซี่ยมในปริมาณน้อยกว่า 2000 มก. ถือว่าปลอดภัย สำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ทั่วไป ถ้าในปริมาณที่มากกว่า 2000 มก./วัน ถือว่าไม่ปลอดภัย และอาจเป็นอันตรายได้ ถ้าได้รับเช่นนี้ต่อเนื่องหลายๆวัน ติดๆกัน โดยจะทำให้ท้องผูกและอาจทำให้เป็นนิ่วในไตหรือในระบบปัสสาวะได้

สรุปแล้ว แคลเซี่ยม ที่พอเพียงมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย บำรุงกระดูก การขาดแคลนมีผลทำให้ความสูงหยุดชะงักได้ องค์ประกอบที่จะสูงไม่ได้มาจากแคลเซี่ยมแต่เพียงอย่างเดียว อาหารที่มีแคลเซี่ยมสูงหลากหลายให้เลือก และนมเป็นอาหารที่ท่านง่ายที่สุด ในกรณีที่ทานนมไม่ได้ ก็อาจทานอาหารชนิดอื่นหรืออาหารสุขภาพที่ปลอดภัย ซึ่งเสริมแคลเซี่ยมในบ้านเราก็มีหลายชนิดโดยทานปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป ก็จะเป็นการใส่ใจดูแลทางโภชนาการที่สมบูรณ์
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ศึกษา
« ตอบ #12 เมื่อ: 17 เม.ย. 08, 08:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เคยรู้มาว่าคนโบราณแนะนำให้ยืนบนกะลามะพร้าวผ่าซีกใหม่ๆจะปวดกลางฝ่าเท้ามากต้องค่อยๆก้าวขึ้นเหยียบแล้วรีบลงก้าวสลับซายขวา ทำจนชินจะขึ้นยืนเหยียบได้นานๆ บางคนว่าช่วยนวดฝ่าเท้าแต่น่าจะมีผลกับการช่วยไม่ให้เป็นตะคริวได้ ผมเดาเอาเองนะครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156

« ตอบ #13 เมื่อ: 17 เม.ย. 08, 09:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ใช่เลยค่ะ เคยเห็นคุณยายทำบ่อยๆ น่าจะใช่เลยแหละค่ะ 23 23 23
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
fe
« ตอบ #14 เมื่อ: 17 เม.ย. 08, 10:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อยากรู้ว่าแคลเซี่ยมมันไปทำอย่างไรครับ มีกระบวนการอย่างไรจึงเกิดการหดเกร็งก็แคลเซี่ยมช่วยการหดตัวไม่ใช่เหรอ ขอบคุณครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
yainoo
« ตอบ #15 เมื่อ: 17 เม.ย. 08, 11:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เปนตะคริวบ่อยมากคะ  โดยเฉพาะน่องขาด้านซ้าย เปนเวลาเดินนานๆ ขนาดใส่รองเท้าแตะสบายๆแล้วก็ยังเปนอีก บางทีจะไปวิ่งออกกำลังกาย วอมร่างกายแล้ว พอจะวิ่งก็ปวดขึ้นมาเฉยเลย ไม่ทันได้วิ่ง เปนแบบนี้มานานแล้ว ไม่รู้ว่าควรทำไง  32
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156

« ตอบ #16 เมื่อ: 17 เม.ย. 08, 11:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
แคลเซียมคืออะไร
หากจะให้บอกถึงเกลือแร่สักตัวหนึ่งที่มีประโยชน์มากๆ ต่อร่างกายหนึ่งในนั้นจะต้องมี แคลเซียม เรารู้จัก แคลเซียม มานานในแง่ของการช่วยให้กระดูกแข็งแรง ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อไม่นานนี้มีงานวิจัยตัวหนึ่งได้พบว่า แคลเซียม สามารถช่วยต่อต้านได้อย่างดีต่อ ความดันโลหิตสูง อาการหัวใจกำเริบ อาการปวดก่อนมีประจำเดือน และ มะเร็งลำไส้ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่รับประทาน แคลเซียม น้อยกว่าครึ่งของที่ควรจะได้รับต่อวัน

สำหรับคนที่ไม่สามารถรับประทานอาหารที่มี แคลเซียม สูงได้ ก็สามารถทดแทนง่ายๆ ได้ด้วยอาหารเสริม แคลเซียม ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปและราคาไม่แพง โดยมักจะอยู่ในรูปของ แคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมกลูโคเนต แคลเซียมซิเตรด แคลเซียมซิเตรดมาเลต แคลเซียมแลคเตต และแคลเซียมฟอสเฟต และปริมาณที่ร่างกายจะได้รับ แคลเซียม จากอาหารเสริมเหล่านี้ก็จะขึ้นกับว่าในแต่ละแบบจะให้ แคลเซียม แก่ร่างกายเท่าไร เช่น แคลเซียมคาร์บอเนตจะให้ปริมาณแร่ธาตุ แคลเซียม ประมาณ 40% แคลเซียมกลูโคเนตจะให้ปริมาณแร่ธาตุ แคลเซียม ประมาณ 9% ทั้งนี้ยังขึ้นกับการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายด้วย มีการค้นพบว่าแร่ธาตุ แคลเซียม ที่ได้จากแคลเซียมซิเตรดจะถูกดูดซึมได้ดีกว่าที่ได้จากคอร์บอเนต

“แคลเซียม” เป็นธาตุที่พบมากที่สุดในทุกส่วนของร่างกาย โดยในร่างกายคน 50 กิโลกรัม จะมี แคลเซียม อยู่ประมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งเกือบทั้งหมดจะอยู่ในกระดูกและฟัน ดังนั้นในเวลากล่าวถึงแคลเซียม จึงมักจะนึกถึงเฉพาะกระดูกเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วยังมี แคลเซียม ส่วนอื่นที่อยู่ในเซลล์ที่ไม่ใช่กระดูกอีกประมาณร้อยละ 1 สำหรับหน้าที่ๆ สำคัญของ แคลเซียม ก็คือ การสร้างกระดูก ซึ่งกระดูกทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย รักษารูปร่างและลักษณะของร่างกายให้สวยงาม และยังเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อเป็นเกราะป้องกันอวัยวะภายในต่างๆ ของร่างกายไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือน อย่างไรก็ตาม แคลเซียม มิใช่เป็นเพียงตัวเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการทำงานของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย ได้แก่ การช่วยการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดที่ไหลออกจากบาดแผลเกิดแข็งตัวหยุดไหลได้ นอกจากนี้ แคลเซียม ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจปกติและการส่งสัญญานประสาทที่ถูกต้อง รักษาความสมดุลของกรดด่างในเลือดและความดันโลหิตให้ปกติ

แคลเซียมเข้าสู่ร่างกายอย่างไร
สำหรับการทำงานของ แคลเซียม จะเริ่มจาก เมื่อร่างกายได้รับ แคลเซียม จากอาหาร ก็จะถูกกรดในกระเพาะทำให้ แคลเซียม แตกตัวได้ดีขึ้นและถูกดูดซึมได้ง่ายขึ้นจากบริเวณลำไส้ส่วนต้น โดยอาศัย Calbindin-D ซึ่งปกติแล้วร่างกายจะดูดซึม แคลเซียม ได้ประมาณร้อยละ 20-40 หลังจากนั้น แคลเซียม จะเข้าสู่เลือดผ่านไปตามระบบไหลเวียนโลหิตแล้วไปสู่อวัยวะต่างๆ ส่วนใหญ่จะเข้าสู่กระดูก นอกนั้นเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ

โดยปกติทั่วไปแม้กระดูกจะไม่ยืดตัวให้เห็น แต่จะมี แคลเซียม ผ่านเข้าออกจากกระดูกถึงวันละประมาณ 700 mg ซึ่งแม้ว่าเกลือแร่ที่ติดอยู่ในกระดูกดูเหมือนจะติดอยู่อย่างถาวร แต่อันที่จริงแล้ว แคลเซียม ในกระดูกจะถูกดึงออกพร้อมกับขบวนการละลายกระดูก (resorption) และเสริมเข้าไปพร้อมกับการสร้างกระดูกใหม่ (formation) อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นกับภาวะโภชนาการ ปริมาณ แคลเซียม ความสมดุลของฮอร์โมนและวัย

โดยทั่วไปร่างกายจะพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะรักษาระดับ แคลเซียม ในเลือดให้ปกติเสมอเพื่อให้อวัยวะต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปกติเปรียบให้ง่ายก็เสมือนว่า ระดับ แคลเซียม ที่ปกติก็คือ จำนวนเงินที่ติดกระเป๋าอยู่สำหรับใช้จ่ายในแต่ละวัน โดย แคลเซียม ส่วนที่ถูกขับออกทางปัสสาวะและ แคลเซียม ที่ใช้เพื่อการซ่อมแซมกระดูกเปรียบเสมือนค่าใช้จ่ายประจำวัน แคลเซียม ในกระดูกเสมือนเงินฝากในธนาคาร แคลเซียม รับจากอาหารเสมือนรายได้ประจำวัน ถ้ารายรับมากกว่ารายจ่าย อาจมีเหลือเก็บในธนาคารซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการสะสม แคลเซียม ในกระดูก ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่ายก็ต้องถอนจากธนาคารเพื่อนำไปใช้จ่ายก็จะทำให้เกิดการขาดดุล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้อยู่เป็นประจำเงินในธนาคารก็จะร่อยหรอไป นั่นก็เปรียบได้กับการที่ร่างกายได้รับ แคลเซียม ไม่พอเพียงต่อความพยายามรักษาระดับ แคลเซียม ให้ปกติ จึงต้องละลาย แคลเซียม จากกระดูกมาเพิ่มให้กับเลือด ทำให้ แคลเซียม ในกระดูกค่อยๆ ลดลง สุดท้าย แคลเซียม หรือเงินที่ติดกระเป๋าอยู่ก็ลดลงจนไม่พอใช้นั่นเอง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการสะสม แคลเซียม ของร่างกายมนุษย์นั้นเริ่มตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์มารดา โดยในแต่ละวัยร่างกายสามารถสะสมปริมาณ แคลเซียม ในระดับที่แตกต่างกัน ดังนี้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Moderator
*
Level 13
ความคิดเห็น: 3,156