ค้นหาทุกเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง
หน้าแรกผู้หญิง S! women
RSS Feed ผู้หญิง
เว็บบอร์ดผู้หญิง
แฟชั่น นิตยสาร
สุขภาพ-ความงาม
ชีวิตคู่-แต่งงาน
แม่ลูกคนเก่ง
สัตว์เลี้ยงแสนรัก
แฟชั่น แต่งตัว fashion
แฟชั่นปก
แฟชั่นโชว์
เทรนด์แฟชั่น
ทรงผม
ซื้อ ขายสินค้าแฟชั่น
ความงาม ศัลยกรรม beauty surgery
ศัลยกรรมตกแต่ง
ผิวหนัง-เลเซอร์
บิวตี้ทิป แต่งหน้า
สูตรความงามของคุณ
ผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง
ซื้อ ขายสินค้าบิวตี้
ผู้ชาย ผู้หญิง ในฝัน
สาวสวยดูดี
ผู้หญิงเก่ง
หนุ่มหล่อดูดี
จากปากผู้ชาย
work งาน หางาน
หางาน
world wide work
worklife exclusive
108 อาชีพแก้จน
สุขภาพ health
สุขภาพน่ารู้
ออกกำลังกาย
โรคภัยไข้เจ็บ
สมุนไพร
ซื้อ ขายสินค้าด้านอาหาร
ซื้อ ขายสินค้าเพื่อสุขภาพ
แต่งงาน wedding
วางแผนแต่งงาน
เรื่องแต่งงานน่ารู้
ฮันนีมูน
รูปภาพคู่รัก
Wedding Shop
สถานที่จัดเลี้ยง
แม่ เด็ก ลูก mom baby
เรื่องน่ารู้เพื่อคุณแม่
พัฒนาการลูกน้อย
ตั้งครรภ์
กิจกรรมอัพเดท
ถามผู้เชี่ยวชาญ
เมนูน่าหม่ำ
เวบบอร์ดแม่ลูกคนเก่ง
ซื้อขายสินค้าแม่และเด็ก
สัตว์เลี้ยงแสนรัก
เรื่องน่ารู้
รวมพันธุ์สุนัข
รวมพันธุ์แมว
บล็อกคนรักสัตว์
ซื้อขายสัตว์เลี้ยง
ที่นี่มีอะไร events
นิตยสาร หนังสือ book
helper end
หน้าแรกผู้หญิง > แม่และเด็ก > พัฒนาการลูกน้อย > อายุ 0-1 ปี
แฟชั่น fashion แต่งตัว เสื้อผ้า รูปแฟชั่นนิตยสาร wallpaper sexy แฟชั่นโชว์ ทรงผม วอลเปเปอร์ รูปนางแบบ hair style
 
ศีรษะยิ่งโตยิ่งฉลาดจริงหรือ
คุณแม่คนหนึ่งถามว่า ศีรษะลูกของเธอเล็กกว่าเด็กอีกคนหนึ่งซึ่งอยู่ในวัยเดียวกัน เช่นนี้แล้วจะทำให้ลูกฉลาดน้อยกว่าเด็กที่มีศีรษะโตกว่าด้วยหรือไม่? ฟังคำถามของคุณแม่ท่านนี้แล้วต้องทำให้คิดตาม รวมถึงคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่น ๆ ก็อาจกำลังคิดตามอยู่ด้วยเช่นกัน แต่เราไม่ต้องรอให้คุณต้องสงสัยนาน เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องศีรษะของลูกกันค่ะ

การทำงานของกะโหลกศีรษะ
พญ.รวิวรรณ รุ่งไพรวัลย์ หน่วยพัฒนาการเด็กภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า กะโหลกศีรษะที่หลายคนคิดว่าเป็นเพียงกระดูกชิ้นเดียวกัน ความจริงแล้วในช่วงแรกเกิดกะโหลกศีรษะของคนเราประกอบด้วยกระดูกหลายชิ้น เมื่อเราโตขึ้นกระดูกกะโหลกศีรษะหลายชิ้นก็จะเชื่อมต่อเข้าด้วยกันจากรอยประสานของกะโหลกศีรษะ จนกลายเป็นกระดูกกะโหลกชิ้นเดียวในที่สุด ทั้งนี้เพื่อเปิดทางสะดวกให้กับการขยายตัวของสมองนั่นเอง

นอกจากนี้ในเด็กเล็กยังมีส่วนของศรีษะที่รองรับการขยายตัวของสมอง นั่นก็คือบริเวณกระหม่อมด้านหน้าและด้านหลังของศีรษะ เพราะกระหม่อมด้านหน้าและหลังซึ่งยังไม่พัฒนาเป็นกระดูกของกะโหลก เป็นเพียงแต่แผ่นเยื่อบาง ๆ จะปิดช้ากว่าส่วนอื่น ๆ กล่าวคือ กระหม่อมหลังซึ่งมีรูปสามเหลี่ยมอยู่บริเวณท้ายทอย จะค่อย ๆ ปิดเมื่อเด็กมีอายุประมาณ 6 สัปดาห์ และกระหม่อมหน้าซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมจะค่อย ๆ ปิดเมื่ออายุประมาณขวบครึ่ง

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ สมองขยายตัวขึ้นไปดันกระดูกของกะโหลกศีรษะที่มีอยู่หลายชิ้นให้ค่อย ๆ ขยายตัวออก ทั้งนี้ธรรมชาติได้สร้างกลไกในลักษณะนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของสมองที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงขอบปีแรกนั่นเอง

โดยปกติเมื่อทารกแรกเกิดลืมตาดูโลก แพทย์จะตรวจสุขภาพร่างกายของเด็กโดยรวม รวมทั้งวันเส้นรอบวงศีรษะของเด็กด้วย (การวันขนาดเส้นรอบวงของศีรษะจะมีเกณฑ์เริ่มวัดจากส่วนที่นูนที่สุดของกลางหน้าผากเหนือคิ้ววนไปรอบศีรษะ โดยด้านหลังต้องให้ผ่านส่วนที่นูนที่สุดของท้ายทอย) ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วเด็กแรกเกิดปกติจะมีเส้นรอบวงศรีษะประมาณ 35 ซม. หลังจากนั้นใน 3 เดือนแรกจะเพิ่มขึ้นอีกเดือนละประมาณ 1.5-2 ซม.

3 เดือนถัดไปจะเพิ่มขึ้นอีกเดือนละประมาณ 1 ซม.และหลังจากนั้นจะเพิ่มขึ้นเดือนละ 0.5 ซม. จนกระทั่งครบขวบปี (หลังขวบปีไปแล้วจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง และจะไม่โตขึ้นอีกเมื่อเป็นผู้ใหญ่) ซึ่งถ้าเป็นดังนี้ แพทย์ก็จะบันทึกว่าเด็กมีการเพิ่มขึ้นของเส้นรอบวงศีรษะที่ปกติ โดยอาจมีค่าเฉลี่ยที่มากหรือน้อยหว่านี้ได้เล็กน้อยจากปัจจัยดังนี้


  1. อายุ เช่น เด็กแรกเกิดจะมีค่าเฉลี่ยเส้นรอบวงศรีษะประมาณ 35 ซม. จากนั้นก็จะค่อย ๆ โตขึ้นเมื่อครบขวบปีก็จะมีค่าเฉลี่ยเส้นรอบวงศีรษะประมาณ 45-47 ซม.


  2. เพศ เด็กผู้ชายจะมีค่าเฉลี่ยเส้นรอบวงศรีษะโตกว่าเด็กผู้หญิงประมาณ 1-2 ซม.


  3. พันธุกรรม ในครอบครัวอาจมีลักษณะพันธุกรรม เช่น โครงสร้างของรูปร่างโกว่าคนอื่น เนื่องจากมีโครงกระดูกที่โตกว่า จึงอาจทำให้กะโหลกศีรษะโตกว่าเกณฑ์เล็กน้อย เด็กที่เกิดมาก็จะตัวโต และมีขนาดเส้นรอบวงศรีษะที่มากกว่าเด็กอื่นได้เล็กน้อยเช่นกันหรือบางครอบครัวมีพันธุกรรมที่ทำให้ศีรษะโตกว่าครอบครัวอื่น โดยที่รูปร่างปกติ



แต่ถึงเด็กจะมีปัจจัยที่ทำให้ศีรษะใหญ่กว่าเด็กอื่นอยู่ใน 1 ใน 3 ข้อนี้ แต่ค่าเส้นรอบวงศรีษะต้องอยู่ในเกณฑ์ ค่าเฉลี่ยปกติ เพราะถ้าโตกว่าค่าเฉลี่ยปกติขึ้นไปอีก ก็ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะมีเนื้อที่สมองมากแต่เป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า เด็กกำลังป่วยเป็นโรคที่ต้องวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ยกตัวอย่าง

  • มีการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงไขสันหลังที่ผิดปกติ หรือมีการอุดตันของทางเดินของน้ำหล่อเลี้ยงไขสันหลังคือ ภายในกะโหลกศีรษะ นอกจากหมองและเส้นเลือดแล้ว ยังมีน้ำหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลัง ซึ่งถูกสร้างและดูดกลับหมุนเวียนตลอดเวลา แต่ถ้ามีการอุดกั้นของทางเดินของน้ำหล่อเลี้ยงไขสันหลัง น้ำนี้ก็จะไม่ถูกถ่ายเทและดูดกลับ ทำให้มีน้ำอยู่ในสมองมาก ซึ่งจะมีแรงไปดันสมองและกะโหลก กะโหลกศีรษะจึงขยายตัวออกเร็วกว่าปกติ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ต่อไป แรงดันในสมองที่สูงขึ้นจะกดเบียดสมอง ทำให้การเจริญเติบโตของสมองต้องชะงักตัวลงได้


  • รอยประสานของกะโหลกศรีษะปิดเร็วกว่าปกติ อย่างที่กล่าวแล้วว่า เมื่อแรกเกิดกระดูกของกะโหลกมีอยู่ด้วยกันหลายชิ้น แล้วจะค่อย ๆ ประสานกันเป็นกระดูกชิ้นเดียวเมื่อโตขึ้น แต่ถ้ารอยประสานของกะโหลกศีรษะปิดเร็วก่อนเวลา เนื้อสมองก็จะหาทางออกโดยไปดันส่วนของกะโหลกที่ยังไม่ปิด ดังนั้นถ้าผู้ป่วยที่รอยประสานของกะโหลกศีรษะในส่วนที่เชื่อมระหว่างด้านซ้ายกับด้านขวาปิดเร็วกว่าปกติ เนื้อสมองจะหาทางออกด้วยการขยายตัวไปในแนวหน้าและหลัง ทำให้หน้าชัดเจน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยการผ่าตัด เพื่อเปิดรอยประสานของกะโหลกศีรษะที่ปิดเร็ว ให้สามารถเพิ่มเนื้อที่ของชั้นการขยายตัวของสมองได้


  • ทั้งนี้ถ้าหากแพทย์นัดตรวจสุขภาพของเด็ก แล้วพบว่าเส้นรอบวงของสมองเด็กใหญ่หรือเล็กกว่าปกติจากเกณฑ์ปกติของเด็กทั่วไป หรือมีรูปร่างของศีรษะที่ผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติม ถ้าพบว่าเด็กมีความผิดปกติจริง ก็ต้องรีบแก้ไขก่อนที่จะมีผลต่อการทำงานของสมอง ซึ่งเด็กทุกคนควรได้รับการติดตามการเติบโตของศีรษะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในขวบปีแรก

    รูปร่างของศีรษะกับความเชื่อ
    ความเชื่อที่ว่าเด็กศีรษะทุยจะฉลาดกว่าศีรษะแบน เพราะว่าถ้าเด็กนอนหงายแล้ว กะโหลกจะถูกทับให้ศีรษะแบน สมองในส่วนนั้นก็แบน จึงไม่สามารถขยายตัวออกไปได้อย่างเต็มที่ และเด็กศีรษะทุยจะฉลาดกว่า เพราะเมื่อศีรษะทุย สมองก็จะมีพื้นที่ในการขยายตัวของเนื้อสมองออกไปได้อีกเล็กน้อย จึงทำให้เด็กศีรษะทุยฉลาดกว่าเพราะมีเนื้อสมองมากกว่านั้น ความเชื่อดังกล่าวนี้ไม่เป็นความจริง!

    พญ.รวิวรรณ ชี้แจงว่า ในเด็กแรกเกิดที่มีการเจริญเติบโตปกติสมองจะเติบโตตามปกติด้วยทุกวัน โดยสมองก็ยังคงขยายขนาดขึ้น ไม่ว่าจะนอนหงายมากหรือนอนตะแคงมากก็ตาม เพราะว่าถ้าเด็กจะนอนหงายมากจนทำให้เกิดแรงกดทับจนเด็กมีศีรษะแบน ก็แบนอย่างที่ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหา เพราะโดยทั่วไปแล้วกะโหลกศีรษะของคนปกติจะมีรูปร่างลักษณะที่ไม่ต่างกันอย่างชัดเจน เว้นแต่คนกลุ่มนั้นจะมีลักษณะผิดปกติที่ทำให้เกิดโรคที่ต้องรักษาดังที่กล่าวไปแล้ว

    สิ่งที่ทำให้กะโหลกของคนเราแตกต่างกันออกไปบ้างเล็กน้อยได้แก่
  • ลักษณะทางพันธุกรรมที่ทำให้รูปร่างศีรษะคล้ายพ่อแม่


  • สิ่งแวดล้อม ส่วนไหนที่ได้รับแรงกดทับจาการนอนมาก ๆ อาจทำให้ส่วนนั้นมีลักษณะแบนลงได้แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากหรือชัดเจน ถ้าต้องการให้เด็กศีรษะทุบก็อาจให้เด็กนอนตะแคง โดยพยายามให้นอนสลับทั้งสองข้างในเวลาที่ใกล้เคียงกัน เพื่อให้ศีรษะมีลักษณะสมดุล


  • ความฉลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของสมอง
    มีลักษณะของรูปร่างของกะโหลกศีรษะที่ต่างกัน ไม่สามารถบอกได้ถึงความฉลาดหรือพัฒนาการได้ ต้องดูไปในแต่ละคน จริงอยู่ที่ว่าสมองที่เกี่ยวกับความฉลาดจะอยู่บริเวณส่วนหน้า แต่การนอนตะแคงเพื่อให้ศีรษะทุยจะดีในแง่ของของลักษณะรูปร่างของศีรษะที่สวยงามมากกว่า

    ส่วนในเรื่องของความฉลาดนั้น ขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของสมองของแต่ละคน ว่าจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ศีรษะจะแบนหรือทุยจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สำคัญที่การฝึกพัฒนาการทำหน้าที่ของสมองที่มีอยู่ให้ทำงานได้อย่างเต็มที่มากกว่า

    ฉะนั้นศีรษะของเด็กคนไหนจะใหญ่โตกว่าใครไม่ใช่เรื่องสำคัญ สำคัญแต่จะทำอย่างไรที่จะบริหารเนื้อสมองที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ การพาเด็กไปรับการตรวจสุขภาพทุกครั้งที่แพทย์นัด การส่งเริมพัฒนาการของเด็กให้เต็มไปตามวัย การส่งเสริมความสามารถในทางที่เด็กถนัดและชอบ ก็ถือเป็นการเริ่มต้นในการส่งเสริมที่ดี ที่จะทำให้เจ้าตัวน้อยของคุณฉลาดได้ค่ะ


     
     
    หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง
    บทความที่เกี่ยวข้อง
    เลี้ยงลูกด้วยการอ่าน
    โยคะเด็กเล็ก
    อ่านนิทาน ให้เด็กๆฟัง
    อะไรๆ หนูก็เอาเข้าปาก
    สัมผัสลูกน้อยถูกวิธี ช่วยให้ฉลาดพัฒนาการดี

    สนับสนุนโดย
    ขอขอบคุณ นิตยสาร บันทึกคุณแม่
    กลับหน้าแรก | คลับแม่เก่งลูกกล้า | เรื่องน่ารู้เพื่อคุณแม่ | พัฒนาการลูกน้อย | ตั้งครรภ์ | กิจกรรมอัพเดท
    ถามผู้เชี่ยวชาญ | เมนูน่าหม่ำ | โภชนาการและผลิตภัณฑ์ | สมัครสมาชิก | เว็บบอร์ดแม่ลูกคนเก่ง

    ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ศีรษะยิ่งโตยิ่งฉลาดจริงหรือ

    แสดงความคิดเห็น

    ซ่อนความคิดเห็น

    รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

    จำนวนข้อความทั้งหมด 8

    1. Re: ศีรษะยิ่งโตยิ่งฉลาดจริงหรือ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    [เพิ่มเติม]

    รหัสความปลอดภัย

    ต้องการรหัสอื่น

    เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้