 |
|
 |
 |
 |
เลือกดนตรีคลาสสิกให้เหมาะกับทารก |
|
โคดาย เคยกล่าวไว้ว่า ดนตรีสำคัญมาก เด็ก ๆ ต้องฟังตั้งแต่เด็ก รู้ดนตรีแล้วจะดี ต้องฟังเพลงตั้งแต่เด็กนะ การจะฟังแพลงไม่ใช่ฟังตั้งแต่ท้องหรือเด็กเกิดมา แต่ควรจะฟังตั้งแต่เด็กอยู่ในท้องแม่...
เรื่องราวเกี่ยวกับดนตรีกับการพัฒนาสมองเด็ก ได้รับความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ในยุคปัจจุบันอย่างมาก เริ่มตั้งแต่การปฏิสนธิในครรภ์มารดา มีปัจจัยหลายประการที่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการของทารกในครรภ์ หนึ่งในปัจจัยนั้นก็คือ ดนตรี มีการอ้างอิงอย่างกว้างขวางว่า อิทธิพลของเสียงดนตรีที่ดี มีส่วนอย่างยิ่งในการช่วยสร้างเสริมและช่วยกระตุ้นพัฒนาการ
อย่างไรก็ตามแม้จะมีการพูดถึงเรื่องดนตรีคลาสสิกมีส่วนช่วยพัฒนาสมองหรือไม่นั้น จากการศึกษาค้นคว้าของประเทศสหรัฐอเมริกามีผลงานวิจัยเรื่องนี้มากที่สุด ซึ่งก็ยังไม่มีผลงานวิจัยชิ้นใดระบุชัดว่าดนตรีคลาสสิกช่วยพัฒนาสมองเด็ก
แต่ขณะเดียวกัน เมื่อทารกในครรภ์มารดาอายุประมาณ 5 เดือน จะเริ่มรับรู้หรือสนองตอบต่อเสียง เนื่องจากพัฒนาการด้านร่างกายเกี่ยวกับอวัยวะการได้ยินเริ่มต้นขึ้น การใช้ดนตรีในช่วงนี้ได้แก่ การเปิดเพลงให้เด็กฟัง การกระทำเช่นนี้ช่วยกระตุ้นให้เด็กพัฒนาการได้ดียิ่งขึ้น และเป็นการวางรากฐานในเรื่องความพร้อมทางดนตรีด้วย
จากการทดลองได้ผลว่า การเปิดเพลงคลาสสิกโดยเฉพาะเพลงของโมสาร์ท ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางการได้ยิน และความมีดนตรีกาลได้ อย่างไรก็ตาม เพลงที่นำมาเปิดให้เด็กฟัง ควรเป็นเพลงที่มีจังหวะช้า หรือค่อนข้างช้า และท่วงทำนองที่ไพเราะ ไม่ดังจนเกินไป ซึ่งเพลงที่เข้าลักษณะเช่นนี้ คือ ท่อนที่สองของเพลงซิมโฟนี หรือคอนแชร์โต
รศ.ดร.ณรุทธ์ สุทธจิตต์ หัวหน้าภาควิชาดนตรีศึกษาคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เพลงคลาสสิกได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นอย่างงดงาม มีองค์ประกอบครบถ้วน ไม่หนักหรือเคร่งเครียดจนเกินไป ซึ่งคลื่นเสียงจากเพลงเหล่านี้ ช่วยทำให้คลื่นสมองมีการพัฒนาไปในทางที่ดี ช่วยสร้างสมาธิ และทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีต่อไป ซึ่งการฟังเพลงเช่นนี้ สามารถทำได้ต่อเนื่องไปจนชั่วชีวิตของแต่ละคน
เมื่อเด็กลืมตาดูโลก การสนองตอบและการเรียนรู้ต่าง ๆ รอบตัวเป็นเรื่องที่เด็กทุกคนปฏิบัติอยู่เสมอ และมีมากขึ้นเป็นลำดับ ในทางดนตรี เด็กมีการตอบสนองต่อเสียงดนตรีเรื่อยมาต่อจากการอยู่ในครรภ์มารดา และที่สำคัญ คือพัฒนาการในทุกด้านเจริญขึ้นเป็นลำดับ การสนองตอบและการเรียนรู้ดนตรีจึงมีมากขึ้นเป็นลำดับด้วย
ช่วง 0 4 เดือน ทารกแรกเกิดควรเปิดเพลงช้า ๆ เพลงคลาสสิกที่เหมาะสำหรับวัยนี้ควรจะเป็น ท่อนที่ 2
ในระยะ 5 6 เดือนแรก เมื่อเด็กลืมตาดูโลก การฟังเพลงยังคงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เนื่องจากการสนองตอบต่อดนตรีด้วยวิธีอื่น ๆ เด็กยังไม่สามารถกระทำได้ เมื่อเด็กมีพัฒนาการมากขึ้นตามวัย การเคลื่อนไหวโดยเสรีต่อเสียงดนตรีที่ได้ยิน โดยเฉพาะเมื่อได้ฟังเพลงที่มีจังหวะชัดเจน การเลียนแบบเสียงเพลงที่ได้ยิน
ช่วง 4 6 เดือน เด็กเริ่มมีชีวิต เรียนรู้ด้านสังคม ยิ้ม หัวเราะ เพลงคลาสสิกที่เหมาะสมจะเป็นท่อนที่ 1 หรือ 3 ก็ได้ ท่อน 1 ไม่หนักหน่วงเกินไป ท่อน 3 เร็วขึ้นหน่อย
ช่วง 7 9 เดือน กิจกรรมเยอะแล้ว เริ่มพูดอ้อแอ้ เพลงเริ่มมีเนื้อร้อง ฟังแล้วเขาจะเริ่มจับ เขารู้เรื่องจะเริ่มจำเป็นบางคำ
ช่วง 10 12 เดือน เพิ่มเพลงในเรื่องของภาษา การร้องเพลง เล่นเกม ช่วงนี้เด็กได้จังหวะ ภาษา ท่วงทำนองง่าย ๆ ควรสอดใส่เรื่องวัฒนธรรมไทยเข้าไปด้วย
เมื่อเด็กเริ่มพูดได้ การร้องเพลง หรือการเลียนแบบเสียงเพลงที่ได้ยินจะมีมากขึ้นเป็นลำดับ เด็กสามารถฟังเพลงได้หลากหลาย ทั้งเพลงช้า เพลงเร็ว ขึ้นอยู่กับอารมณ์และโอกาสเป็นสำคัญ
ในขณะเมื่อเด็กจะนอน การเปิดเพลงช้า ๆ เบา ๆ ให้เด็กฟังเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง ในขณะที่เด็กตื่นและตอบโดยการเคลื่อนไหว เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เพื่อพัฒนาการฟังดนตรี และพัฒนาเรื่องของร่างกายและจิตใจได้เป็นอย่างดี เพลงที่นำมาให้เด็กฟังในช่วงนี้ ยังคงเป็นเพลงคลาสสิก และเพลงไทยเดิมที่ไพเราะ
นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกเพลงประเภทอื่น ๆ ที่มีคุณค่า ให้ฟังได้ทั้งสิ้น ซึ่งควรมีทั้งเพลงร้องและเพลงบรรเลงควบคู่กันไป เพลงร้องสามารถช่วยพัฒนาเรื่องของภาษาได้เป็นอย่างดี ในขณะที่เพลงบรรเลงสามารถใช้พัฒนาเรื่องของความเข้าใจ ความซาบซึ้งในดนตรี และช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ ความรู้สึกได้อย่างดีด้วย เด็กในวัยนี้สามารถพัฒนาแนวคิดด้านทำนองและจังหวะได้ในระดับหนึ่ง โดยสังเกตได้จากคุณภาพของการสนองตอบต่อเสียงดนตรี
|
|
|
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
|
|
 |
|
|
| |
|
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์