 |
|
 |
 |
 |
สู้ภัย! โรคแทรกซ้อนของแม่ท้อง |
|
| 
เริ่มต้นเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ กว่าจะพ้นแต่ละไตรมาส จนคลอด ล้วนแล้วต้องแบกความทุกข์ ความกังวล ไปพร้อมๆ กับความสุข ลำพังตัวอาจจะไม่ค่อยห่วง แต่ลูกสิ! แสนห่วงเป็นอาดูร ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับตัวเอง ต้องคอยประคบประหงม ที่ต้องระวังก็เช่น โรคแทรกซ้อน มีอยู่หลายโรคทีเดียวที่แม่ตั้งครรภ์กังวล และเราเคยนำเสนอไป ที่สำคัญๆ ก็เช่น ครรภ์เป็นพิษ ตกเลือด และชัก ซึ่งล้วนแล้วเป็นอันตราย ต่อทั้งแม่และทารก และยังมีหลายโรคที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ฉบับนี้จึงขอนำเสนอโรคแทรกซ้อนที่แม่ตั้งครรภ์ควรรู้ เพื่อเตรียมรับมือ และป้องกันก่อนที่โรคเหล่านี้จะมากล้ำกราย
ผู้ที่มาให้ข้อมูลกับเรา คือ แพทย์หญิงนุสารี กิจวิกัย สูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาลเทพธารินทร์ คุณหมอได้อธิบายถึงโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อทั้งแม่และทารก ไม่ด้อยกว่าครรภ์เป็นพิษหรือการตกเลือด โดยได้หยิบโรคหัวใจในแม่ตั้งครรภ์ มาให้ข้อมูลเป็นโรคแรก
ดูแลหัวใจอย่าให้เหนื่อย โรคหัวใจมักเป็นปัญหาสำคัญในการตั้งครรภ์ของคุณแม่หลายๆ ท่านค่ะ เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่เสียชีวิตได้ง่าย เนื่องจากการตั้งครรภ์จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินโลหิตหลายประการ ที่สำคัญคือ ระบบชีพจร ระบบไหลเวียนโลหิต จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ 14 สัปดาห์ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงอายุครรภ์ 28 30 สัปดาห์ แล้วลดลงสู่ระดับปกติภายหลังการคลอด
...นอกจากนี้ ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจวายจากโรคหัวใจได้อีก ไม่ว่าจะเป็นอายุของคุณแม่ คือถ้าคุณแม่อายุน้อย ก็จะมีโอกาสหัวใจวายได้น้อยกว่าคุณแม่ที่อายุมาก หรือขนาดของหัวใจของคุณแม่ ถ้าคุณแม่มีขนาดของหัวใจใหญ่มาก ก็ยิ่งทำให้เกิดหัวใจวายได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน รวมไปถึงชนิดของโรคหัวใจ ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ การพักผ่อนของคุณแม่ พักผ่อนน้อย หรือพักผ่อนมาก ยิ่งถ้าคุณแม่ต้องทำงานหนักๆ ไปด้วยในขณะตั้งครรภ์ ก็จะมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจได้มากกว่า
...ดังนั้น คุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจ ส่วนใหญ่แล้วแพทย์ก็จะแนะนำ ให้คุณแม่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ รวมไปถึงแนะนำให้คุณแม่หมั่นสังเกตความผิดปกติของตนเอง ซึ่งถ้ามีอาการผิดปกติใดๆ อาทิเช่น นอนไม่หลับ บวม ปัสสาวะไม่ออก ใจสั่น หอบเหนื่อย หัวใจเต้นเร็ว มีโลหิตจาง ถ้ารุนแรงมาก ก็ควรรีบมาพบแพทย์ทันที หรือแม้แต่เมื่อคุณแม่มีอาการไข้หวัด ก็ควรรีบรักษาให้หายโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่ และทารกในครรภ์ค่ะ
เติมธาตุเหล็กให้เลือด โรคโลหิตจางก็เช่นกันค่ะ เป็นโรคแทรกซ้อนหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นอันตรายในคุณแม่ตั้งครรภ์ สาเหตุหลักของโรคโลหิตจางที่พบเสมอ ก็คือ เนื่องจากขาดธาตุเหล็ก และเนื่องมาจากการเสียเลือดเรื้อรัง ซึ่งในภาวะปกติผู้หญิงทั่วไปก็ต้องการธาตุเหล็กวันละ 2 มิลลิกรัมอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อตั้งครรภ์ ความต้องการก็เพิ่มมากขึ้นเพื่อทารกในครรภ์ การทานอาการประเภทเนื้อสัตว์ ก็จะช่วยเพิ่มการดูดซึมของธาตุเหล็กได้ดีค่ะ แต่อาหารประเภทแป้ง ข้าว จะต้านทานการดูดซึมของธาตุเหล็ก ก็ต้องเลือกทานให้ดี เพราะอาหารที่คุณแม่เลือกรับประทาน ส่งผลโดยตรงต่อภาวะโลหิตจางค่ะ
...อาการของภาวะโลหิตจาง ส่วนใหญ่แพทย์ก็จะตรวจพบระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ในกระแสเลือด หรือถ้าสังเกตด้วยตนเอง ก็จะพบว่า ตนเองมีอาการลิ้นเลี่ยน เล็บแบนอ่อนหรือช้อนขึ้น
...โดยทั่วไป การรักษาคุณแม่ที่เป็นโรคโลหิตจาง แพทย์ก็มักจะรักษาตามภาวะที่ขาดไปค่ะ เช่น ถ้าโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ก็ให้รับประทานธาตุเหล็กเสริมครั้งละ 1 - 2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารทันที โดยคำนวณให้ได้ธาตุเหล็กวันละ 180 360 มิลลิกรัมต่อวัน แต่หากขาดธาตุโฟเลต แนะนำให้รับประทานโฟเลตหรือโฟลิค แอซิต ชนิดเม็ดวันละ 50 ไมโครกรัม วันละ 1 ครั้ง หรือให้รับประทานผักและผลไม้สดให้เพียงพอทุกวัน เพราะสารโฟเลตจะเสียได้ง่ายเมื่อโดนความร้อน
...อย่างไรก็ดี กรณีที่คุณแม่เป็นโลหิตจางแบบกรรมพันธุ์ ที่เรียกว่า ธาลัสซีเมีย ซึ่งจะเป็นมาตั้งแต่แรกเกิดและเป็นไปตลอดชีวิต ขอแนะนำให้คุณแม่คุมกำเนิดค่ะ เพราะหากตั้งครรภ์ต่อไป ทารกก็จะเป็นโรคนี้ได้ค่ะ และกรณีที่อาการของคุณแม่อยู่ในขั้นร้ายแรง อาจทำให้ทารกเสียชีวิตตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 7 9 เดือน หรือคลอดออกมาแล้วเสียชีวิต แต่ทั้งนี้ต้องแล้วแต่ดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งจะแนะนำคุณแม่ได้ว่าควรมีบุตรหรือไม่ รวมถึงวิธีดูแลการตั้งครรภ์ค่ะ
ไส้ติ่ง ไต และกรวยไตอักเสบ มีคุณแม่หลายท่านกังวลว่าไส้ติ่งจะเกิดอักเสบตอนตั้งครรภ์ ซึ่งภาวะไส้ติ่งอักเสบในขณะตั้งครรภ์นั้น จะพบได้ในอัตรา 1 ต่อ 1,500 และในจำนวนนี้พบในผู้ตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ต่ำกว่า 7 เดือน มากกว่าอายุครรภ์เกิน 7 เดือน อาการคือ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ การรักษาก็มีหนทางเดียวค่ะ คือ การผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดขณะตั้งครรภ์ จะมีผลต่อทารกในครรภ์ ในเรื่องการแท้งหรือการคลอดก่อนกำหนด และการเสียชีวิตของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ อย่างไรก็ดี แพทย์ก็จะเป็นผู้แนะนำและให้การรักษาที่เหมาะสมแก่คุณแม่เองค่ะ
...ดังนั้น คำแนะนำคือ ให้คุณแม่ไปปรึกษาแพทย์ทันทีที่มีอาการดังกล่าว ไม่ควรไปหาซื้อยารับประทานเอง หรือนิ่งนอนใจ เพราะการไปพบแพทย์ช้า จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
ส่วนโรคไตและโรคกรวยไตอักเสบ ก็เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ในขณะตั้งครรภ์ ซึ่งมีโอกาสพบได้ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของการตั้งครรภ์ ความรุนแรงนั้นก็แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดเรื้อรังและชนิดเฉียบพลัน สำหรับชนิดเฉียบพลันนั้น อาการจะรุนแรง โดยคุณแม่ที่เป็นจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและมีไข้หนาวสั่น และมักจะมีอาการของกระเพาะปัสสาวะอักเสบร่วมด้วย จึงถ่ายปัสสาวะบ่อยและแสบขณะถ่ายปัสสาวะ และมีอาการกดเจ็บที่บริเวณชายโครงซ้ายหลังหรือบริเวณไต วิธีการตรวจที่ง่ายที่สุด คือ การตรวจปัสสาวะ ซึ่งจะพบเม็ดโลหิตขาวและบัคเตรีมากมาย
...อย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญของโรคไตและกรวยไตอักเสยที่กระทบโดยตรงต่อแม่ตั้งครรภ์ ก็คือ ภาวะติดเชื้อและมีไข้ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย คือ ทำให้เกิดการแท้ง ภาวะคลอดก่อนกำหนด ทารกเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ อัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดเพิ่มขึ้น ดังนั้น การรักษา แพทย์มักจะรับผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล โดยแพทย์จะให้คุณแม่นอนพักผ่อนให้มากๆ และให้ยาปฏิชีวนะ ไม่แนะนำให้คุณแม่ซื้อยารับประทานเอง เพราะไม่สามารถพยากรณ์ความรุนแรงของอาการของโรคได้ค่ะ
...ส่วนการอักเสบแบบเรื้อรังจะต่างกับชนิดเฉียบพลัน คือ อาการจะไม่มาก หรือไม่มีอาการผิดปกติ แต่จะพบว่า คุณแม่จะมีความดันโลหิตสูงเรื้อรัง จนแพทย์ต้องทำการค้นหาสาเหตุ ซึ่งการอักเสบแบบเรื้อรังจะส่งผลต่อการตั้งครรภ์อย่างยิ่ง จึงต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด
ซีสและเนื้องอก เนื้องอก และซีส ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนหนึ่งที่พบในแม่ตั้งครรภ์ได้บ่อยครั้ง เนื้องอกบริเวณที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ คือบริเวณรังไข่และมดลูก โดยที่บริเวณรังไข่มักพบชนิดที่เป็นถุงน้ำ อาการแทรกซ้อนแบ่งได้ 3 ระยะ คือ ระยะตั้งครรภ์ จะทำให้เกิดการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด และที่สำคัญ คือ ก้อนเนื้องอกจะเจริญเติบโตเร็วกว่าปกติ หากเป็นขณะตั้งครรภ์ หรือถ้าเกิดในระยะคลอด ก็จะทำให้คลอดยาก เพราะทารกมีท่าผิดปกติ มดลูกรัดตัวไม่ได้ตามปกติ ทำให้การดำเนินการคลอดผิดปกติ และช้าลง และยังทำให้เกิดภาวะตกเลือดหลังคลอดได้ง่าย และสุดท้ายคือ ระยะหลังคลอด เนื้องอกจะสามารถเจริญใหญ่ขึ้นทันที เพราะไม่มีทารกและมดลูกที่ใหญ่กดไว้ และยังทำให้เกิดภาวะตกเลือดหลังคลอดได้บ่อย ซึ่งเป็นอันตรายที่พึงระวัง
...สำหรับคุณแม่ที่ตรวจพบว่ามีเนื้องอกหรือซีส ในระหว่างตั้งครรภ์ แพทย์ก็จะแนะนำให้คุณแม่มาตรวจเช็กทุกเดือน หากปรากฎว่าก้อนไม่ใหญ่ขึ้น ก็อาจปล่อยทิ้งไว้ก่อน ยังไม่ต้องผ่าตัดออก แต่ถ้าก้อนโตขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดภายหลังที่ตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน เพื่อป้องกันไม่ให้เนื้องอกเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้นมาก
เบาหวาน ไม่ใช่แค่อ้วน เบาหวาน เป็นโรคแทรกซ้อนที่สำคัญมาก เพราะทำให้อัตราการเสียชีวิตของทารกเพิ่มขึ้นถึง 10 30 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากขณะตั้งครรภ์มีการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรตผิดปกติ อันเนื่องจากระบบฮอร์โมนจากรก จึงทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวานได้ ดังนั้น เมื่อคุณแม่ไปฝากครรภ์ คุณหมอจะซักประวัติการเป็นเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ ประวัติการแท้งบ่อยๆ ทารกถึงแก่กรรมในครรภ์ ทารกคลอดก่อนกำหนดคนก่อนๆ ทารกมีน้ำหนักมากกว่า 4 กิโลกรัม หรือประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
...ผลสำคัญของโรคเบาหวานต่อการตั้งครรภ์ ก็คือ ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานอยู่ก่อนจะสามารถตั้งครรภ์ได้ยากกว่าปกติ เมื่อตั้งครรภ์ได้แล้ว ก็จะเพิ่มภาวระเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้แล้ว ก็จะเพิ่มภาวะเสี่ยงต่อการแท้งบุตรโรคพิษแห่งครรภ์ การตั้งครรภ์แฝดน้ำ ภาวะรกหย่อนสมรรถภาพ การคลอดยากเนื่องจากทารกมีขนาดใหญ่ผิดปกติ ทารกถึงแก่กรรมในครรภ์ หรือได้รับอันตรายจากการคลอด ตัวเหลือง และมีการติดเชื้อได้ง่าย
...ดังนั้น หากคุณแม่มีการแทรกซ้อนของเบาหวานในขณะที่ตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็ควรไปพบแพทย์บ่อยขึ้น สูตินรีแพทย์จะแนะนำให้คุณแม่พบกับอายุรแพทย์เพื่อควบคุมอาการเบาหวานก่อนคลอด และระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องควบคุมอาหารที่แพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัดค่ะ
...โรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่กล่าวข้างต้น ล้วนแล้วแต่เป็นโรคที่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง ร่วมกับสูตินรีแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือสูตินรีแพย์ที่คุณแม่ได้ฝากครรภ์อย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีความผิดปกติใดๆ ควรรีบมาแพทย์โดยทันทีค่ะ
ข้อมูลเพิ่มเติม ++ แฟชั่นชุดคลุมท้อง ดูดี มีสไตล์ |
|
|
| หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว
ครั้ง |
|
|
 |
|
|
| |
|
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์