ผู้หญิง แฟชั่นปก wallpaper สุขภาพ ความงาม แต่งงาน ฮันนีมูน แม่และเด็ก ตั้งครรภ์ sexy girl  เซ็กซี่ สาวสวย ผู้หญิงเก่ง woman women girl ภาพเซ็กซี่ ภาพหลุด
ค้นหาทุกเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง
12x12_l
หน้าแรกผู้หญิง S! women
RSS Feed ผู้หญิง
เว็บบอร์ดผู้หญิง
แฟชั่น นิตยสาร
สุขภาพ-ความงาม
ชีวิตคู่-แต่งงาน
แม่ลูกคนเก่ง
สัตว์เลี้ยงแสนรัก
แฟชั่น แต่งตัว fashion
แฟชั่นปก
แฟชั่นโชว์
เทรนด์แฟชั่น
ทรงผม
ซื้อ ขายสินค้าแฟชั่น
ความงาม ศัลยกรรม beauty surgery
ศัลยกรรมตกแต่ง
ผิวหนัง-เลเซอร์
บิวตี้ทิป แต่งหน้า
สูตรความงามของคุณ
ผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอาง
ซื้อ ขายสินค้าบิวตี้
ผู้ชาย ผู้หญิง ในฝัน
สาวสวยดูดี
ผู้หญิงเก่ง
หนุ่มหล่อดูดี
จากปากผู้ชาย
work งาน หางาน
หางาน
world wide work
worklife exclusive
108 อาชีพแก้จน
สุขภาพ health
สุขภาพน่ารู้
ออกกำลังกาย
โรคภัยไข้เจ็บ
สมุนไพร
ซื้อ ขายสินค้าด้านอาหาร
ซื้อ ขายสินค้าเพื่อสุขภาพ
แต่งงาน wedding
วางแผนแต่งงาน
เรื่องแต่งงานน่ารู้
ฮันนีมูน
รูปภาพคู่รัก
Wedding Shop
สถานที่จัดเลี้ยง
แม่ เด็ก ลูก mom baby
เรื่องน่ารู้เพื่อคุณแม่
พัฒนาการลูกน้อย
ตั้งครรภ์
กิจกรรมอัพเดท
ถามผู้เชี่ยวชาญ
เมนูน่าหม่ำ
เวบบอร์ดแม่ลูกคนเก่ง
ซื้อขายสินค้าแม่และเด็ก
สัตว์เลี้ยงแสนรัก
เรื่องน่ารู้
รวมพันธุ์สุนัข
รวมพันธุ์แมว
บล็อกคนรักสัตว์
ซื้อขายสัตว์เลี้ยง
ที่นี่มีอะไร events
นิตยสาร หนังสือ book
helper end
bg_10_sha
หน้าแรกผู้หญิง > ระฆังวิวาห์ > วางแผนแต่งงาน   แฟชั่น fashion แต่งตัว เสื้อผ้า รูปแฟชั่นนิตยสาร wallpaper sexy แฟชั่นโชว์ ทรงผม วอลเปเปอร์ รูปนางแบบ hair style
พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์
ดูหนังรักฮอลลีวูดมาหลายเรื่อง ภาพเจ้าสาวเดินเคียงคู่คุณพ่อเข้ามาในโบสถ์ มีเพลงบรรเลงคลอเบาๆ แขกในงานยืนนิ่งเงียบตะลึงในความงามของเจ้าสาวภายใต้ชุดแต่งงานสีขาว การเยื้อย่างของเจ้าหล่อนดูนิ่มนวล ช้าราวกับภาพสโลโมชั่น กว่าจะเดินมาถึงเจ้าบ่าวรูปงามภายใต้ชุดสูท ก็เป็นเวลาเพียงพอที่จะให้เพื่อนสาว (แท้และไม่แท้) โสดน้ำตาไหลอาบแก้ม และฝันอยากมีงานแต่งงานแบบนั้นบ้าง แต่พิธีเก๋ๆ อารมณ์โรแมนติกแบบนี้สงวนไว้ให้กับชาวคริสต์ของแท้เท่านั้น

งานแต่งงาน, งานแต่งงานชาวคริสต์



หลักใหญ่ใจความของการแต่งงานแบบชาวคริสต์
หัวใจของพิธีแต่งงานในศาสนาคริสต์คือการกล่าวคำมั่นสัญญา ซึ่งหมายถึงการทำพันธสัญญาต่อพระเจ้า ด้วยการกล่าวคำปฏิญาณต่อพระองค์ โดยมีแขกที่มาร่วมในพิธีเป็นพยานโดยมีคำพูดดังนี้ “ขอสัญญากับพระองค์ว่า จะขอรับ (ชื่อเจ้าสาวหรือเจ้าบ่าว)..... เป็นภรรยา (สามี) ของข้าพเจ้า ไม่ว่าจะมั่งมีหรือยากจน สุขหรือทุกข์ เจ็บป่วยหรือสุขสบาย จะขอสัตย์ซื่อต่อเธอผู้เป็นภรรยา (ต่อคุณผู้เป็นสามี) ตลอดไป จนกว่าความตายจะมาแยกเราออกจากกัน”

ความแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบัน
คำกล่าวที่ชาวคริสต์ปฏิญาณออกไปนั้นเป็นการกล่าวคำสัญญาบุคคล 3 ฝ่ายคือ ตัวเรา อีกฝ่าย (คนที่เราจะแต่งงานด้วย) และพระเจ้า เราจึงต้องตั้งใจและยึดมั่นในคำสัญญา ถึงแม้ว่าคนรุ่นหลังจะเหลวไหลไม่ทำตาม แต่ก็ถือว่าเป็นส่วนน้อย เพราะถ้าชาวคริสต์ที่มีพลังศรัทธา ก็จะยึดถือในคำสัญญานี้อยู่ตลอดเวลา
เมื่อสัญญาแล้วก็แลกแหวนกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ปฏิบัติตามกันมาไม่ว่ากี่ยุคสมัย ส่วนสิ่งที่แตกต่างอาจเป็นเรื่องของสีสันเช่นการเพิ่มเข้ามาของขบวนเจ้าสาว เด็กโปรยดอกไม้ก่อนเข้าโบสถ์ ผู้จุดเทียน การสวมเวล ซึ่งนั่นเป็นเรื่องของธรรมเนียมของแต่ละประเทศแต่ละท้องถิ่นที่จะเติมสีสันให้กับงานแต่งงาน

ต่างศาสนารักกัน แต่งงานกันได้ไหม
ชาวคริสต์เชื่อว่าคนที่เราจะแต่งงานด้วยนั้นเป็นคนที่พระเจ้าเลือกให้ การแต่งงานกับคนต่างศาสนานอกจากจะขัดกับความเชื่อตามพระคัมภีร์แล้ว ยังมีปัญหาเรื่องของความเชื่อ และแนวทางการตัดสินใจที่แตกต่างกัน จะทำให้คู่บ่าว-สาวที่ต่างศาสนากันจะมีการปรับตัวยากกว่า เพราะถ้าเรานับถือพระเจ้าเหมือนกัน เราจะเกรงใจว่าจะไม่ทำอะไรที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่มีพระเจ้า เราคงไม่รู้ว่าเขาทำอะไรที่ไม่ซื่อสัตย์หรือเปล่าเพราะเขาไม่ต้องเกรงใจพระเจ้าเหมือนเรา

ทางแก้ของความรัก
การแต่งงานในศาสนาคริสต์ มีความหมายถึงการอยู่ร่วมกันไม่ว่าเธอและฉันจะเป็นอย่างไรต่อไปจากนี้ ซึ่งการเดินไปด้วยกันต้องเริ่มจากการคิดเหมือนกัน มีอุดมการณ์ที่เหมือนกัน ทางแก้ไขสำหรับคนศาสนาอื่นที่มาหลงรักชาวคริสต์ ทางออกมีทางเดียวคือต้องสมัครใจเปลี่ยนตัวเองมานับถือศาสนาคริสต์ ต้องศึกษาบทเรียนของชาวคริสต์ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคริสเตียนหรือคาทอลิกก็มีข้อกำหนดที่เหมือนกัน แต่นั่นเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ในความเห็นของอาจารย์คิดว่าในระยะยาวก็คงไม่มีอะไรแน่นอน เพราะคนที่เปลี่ยนมานับถือคริสต์ทีหลังนั้นไม่ได้ศึกษาอย่างลึกซึ้งมาตั้งแต่เด็ก

แต่งงานต่างโบสถ์ได้ไหม
ส่วนใหญ่ชาวคริสต์จะมีโบสถ์ประจำของตัวเอง ส่วนใหญ่เป็นโบสถ์ที่เข้ามาตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ เวลาแต่งงานก็ต้องแต่งที่โบสถ์นั้น และถ้าชาวคริสต์รักกันเองแต่อยู่ต่างโบสถ์กัน ก็ต้องเลือกมาสักโบสถ์
ชาวคริสต์ส่วนใหญ่จะผูกพันกับโบสถ์ที่ตัวเองเติบโตขึ้นมา การแต่งต่างโบสถ์ไม่ค่อยเป็นที่นิยม แต่ก็ยืดหยุ่นได้ถ้ามีเหตุผลที่เพียงพอ อย่างเช่นโบสถ์ของตัวเองเล็กเกินไป ไม่สามารถรับรองแขกได้ทั้งหมด แต่ก่อนการแต่งงานอาจารย์ประจำโบสถ์ที่ทำพิธีจะโทรศัพท์มาพูดคุยกับอาจารย์ประจำโบสถ์ของบ่าว-สาวก่อน เพื่อเป็นการให้เกียรติ และเพื่อเช็กว่าบ่าว-สาวได้แจ้งอาจารน์ประจำโบสถ์ไว้อย่างถูกต้องแล้ว

สถานที่แต่งงาน
ชาวคริสต์ถือว่าโบสถ์คือความศักดิ์สิทธิ์ และเชื่อว่าพระเจ้าอยู่ที่นี่ จึงรู้สึกดีและรู้สึกถึงความเป็นมงคล แต่มีบางคู่ที่ต้องแต่งงานกันข้างนอกหรือสถานที่อื่น เพราะบาทหลวงหรือศิษยาภิบาลไม่ให้เข้าไปแต่งงานในโบสถ์ อย่างเช่นคู่รักต่างศาสนาที่ยังไม่ได้รับการอบรมการเป็นชาวคริสต์ หรือคู่ที่ท้องก่อนแต่ง อาจารย์บางท่านอาจพิจาณาเหตุและผลที่เหมาะสม และประกอบพิธีให้ แต่ต้องไม่ใช่ในโบสถ์ หรือบางท่านที่อนุรักษ์นิยมมาก ก็จะไม่ประกอบพิธีให้เลย

Pre Wedding
ก่อนการแต่งงาน ชาวคริสต์ต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตคู่ภายใต้ความเชื่อและความศรัทธาแบบเดียวกันจากบาทหลวงหรือศิษยาภิบาลก่อนทุกคน เนื้อหาของบทเรียนเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันตามคำสอนที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ เพราะเกี่ยวข้องกับความศรัทธาว่า 2 คนจะดำรงชีวิตในความศรัทธาอย่างไรที่จะส่งต่อไปสู่ลูกในวันข้างหน้าได้อย่างถูกต้อง เวลาในการเรียนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละคู่ แต่ส่วนใหญ่จะเรียนไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ

ไม่เรียนได้ไหม
ไม่เรียนไม่ได้ เพราะบาทหลวงหรือศิษยาภิบาลก็จะไม่ประกอบพิธีแต่งงานให้ แต่ก็มีบางท่านที่ยอม ซึ่งท่านจะดูตามเหตุผลและความเหมาะสม
ได้ทราบหลักใหญ่ๆ ใจความสำคัญของการแต่งงานของศาสนาคริสต์ไปแล้ว มาทราบรายละเอียดของพิธีการกันบ้าง

เตรียมตัวก่อนแต่งงาน
ไม่แตกต่างกับงานแต่งงานทั่วไปคือ เริ่มจากการสู่ขอ จองสถานที่จัดงานเลี้ยง พิมพ์และส่งการ์ดเชิญ และที่สำคัญคือจองโบสถ์ ซึ่งรวมไปถึงการจองผู้ประกอบพิธีกรรมคือ บาทหลวง (สำหรับคาทอลิก) หรือศิษยาภิบาล ( สำหรับคริสเตียนหรือโปแตสแตน)
นอกจากนั้นคู่บ่าว-สาวจะต้องหาเพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวเพื่อช่วยดูแลความเรียบร้อยระหว่างพิธี เจ้าบ่าวจะต้องมีคนรักษาแหวนให้ก่อนพิธีแลกแหวน เจ้าสาวต้องให้เพื่อนผู้หญิงเป็นคนถือช่อดอกไม้เดินนำขบวนเข้าโบสถ์ และต้องมีผู้จุดเทียนซึ่งเป็นหญิงชายอย่างละหนึ่งคน
นอกจากนี้ยังต้องหาเด็กเล็กๆ ทั้งชายและหญิงซึ่งจะเป็นลูกของพี่น้องหรือญาติก็ได้ มาช่วยในงานพิธี เด็กชายทำหน้าที่ถือหมอนรองแหวนแต่งงาน เด็กหญิงโปรยดอกไม้นำทางเจ้าสาวเข้าโบสถ์

พิธีการ
เริ่มจากผู้จุดเทียนถือเทียนเดินเข้าโบสถ์เพื่อจุดเทียนที่อยู่ตรงกลางด้านหน้าของโบสถ์ จากนั้นนำเทียนที่ถือไปจุดต่อยังเชิงเทียนด้านซ้ายและขวา เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินออก จากนั้นนักดนตรีในโบสถ์จึงเริ่มบรรเลงเพลง ขบวนเจ้าสาวก็จะเคลื่อนเข้าสู่โบสถ์ นำโดยเด็กโปรยดอกไม้ เพื่อนเจ้าสาวที่ถือดอกไม้ เด็กถือแหวน ตามด้วยเจ้าสาวที่เดินคล้องแขนมาพร้อมกับคุณพ่อหรือญาติผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้ชาย การที่พ่อเป็นผู้พาเจ้าสาว เข้ามาในโบสถ์นั้นมีความหมายว่าเต็มใจที่จะยกลูกสาวให้กับเจ้าบ่าว
จากนั้นบาทหลวงหรือศิษยาภิบาลจะให้ผู้ร่วมพิธีทุกคนยืนขึ้นเพื่อต้อนรับเจ้าสาว แล้วถามว่า “ใครเป็นผู้มอบเจ้าสาว.............ให้กับเจ้าบ่าว.......ในวันนี้” บิดาของเจ้าสาว ซึ่งเป็นผู้มอบก็จะตอบว่า “ข้าพเจ้านาย……..บิดาของนางสาว………เป็นผู้มอบ” แล้วถอยออกมาเพื่อให้เจ้าบ่าวไปยืนคู่กับเจ้าสาวแทน…………………….
หลังจากนี้เจ้าสาวและเจ้าบ่าวจะให้คำสัญญาต่อกันและกันต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นหัวใจหลักของพิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์ แล้วบาทหลวงหรือศิษยาภิบาลจะถามความสมัครใจของคู่บ่าว-สาว เมื่อทั้งคู่ตอบรับแล้ว บาทหลวงหรือศิษยาภิบาลจะให้เจ้าบ่าวสวมแหวนให้เจ้าสาวก่อนแล้วเจ้าสาวจึงจะสวมแหวนให้เจ้าบ่าวได้ แล้วจึงประกาศให้ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากันโดยถูกต้อง (ตามหลักศาสนา) แล้วฉากเด็ดที่ทุกคนรอคอย (โดยเฉพาะบ่าว-สาว) ก็มาถึง เมื่อบาทหลวงหรือศิษยาภิบาลอนุญาตให้เจ้าบ่าวจูบเจ้าสาวได้ (ถ้าบ่าว-สาวขี้อาย หอมแก้มแทนก็ได้)

เก็บตกพิธีการแต่งงานแบบชาวคริสต์
- พิธีการและลำดับขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเชื่อและความเหมาะสมของศาสนาคริสต์แต่ละนิกาย
- ตามธรรมเนียม แหวนแต่งงานต้องเป็นแหวนเกลี้ยงทำจากทองคำหรือแพลทินัมแบบเกลี้ยง เพราะเป็นสัณลักษณ์แห่งรักนิรันดร์ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนความนิยมไปตามแฟชั่น (และกำลังทรัพย์ในกระเป๋า) บางคนเลือกแหวนทองคำขาวแทนก็ได้
- ควรจองโบสถ์แต่เนิ่นๆ เพราะเรื่องจริงไม่เหมือนกับภาพยนตร์ ที่เจ้าบ่าวนึกอยากแต่งงานก็จูงมือเจ้าสาวเข้าโบสถ์ไปเลย
- คุยกับบาทหลวงหรือศิษยาภิบาลประจำโบสถ์ให้เคลียร์ เพราะแต่ละโบสถ์มีเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน
- วันก่อนแต่งงานจะมีการซ้อมใหญ่ โดยมีบาทหลวงหรือศิษยาภิบาล บ่าว-สาว และผู้ร่วมพิธี เพื่อซ้อมลำดับพิธีการทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ เมื่อซ้อมเสร็จผู้ใหญ่ฝ่ายชายจะอาสาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงฉลองการซ้อมที่เรียกว่า Rehearsal Dinner
- การสวมเวล เป็นเพียงธรรมเนียมที่นิยมปฏิบัติ แต่ความจริงจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ เป็นเรื่องของความสวยงามเท่านั้น


ร่วมลงนาม เพื่อต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิง

 
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง
บทความที่เกี่ยวข้อง
The Carry All อุปกรณ์ต่างๆ สำหรับลูกน้อย
Gracefully แบบผมเจ้าสาว
ไอเดียถ่ายทำภาพในงานแต่งงาน
การจัดเลี้ยงโต๊ะจีนแบบมือโปร
Romantic Bride

รายละเอียดคลิกที่ปก
http://www.we-mag.com
 
spacer
bottom_theme

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 19

  1. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  2. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  3. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  4. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  5. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

    • ความคิดเห็นที่14
    • ไม่จิงเลยค่ะ ที่ว่า ถ้าศาสนาอื่นจะมาแต่งกับศาสนาคริสต์แล้ว ต้องเปลี่ยนศาสนา พี่ป้าน้าอาดิฉันเยอะแยะ แต่งงานกับคนต่างศาสนา แต่ไม่เค๊ยไม่เคยที่จะไปบังคับให้เขาเปลี่ยนศาสนา และก็ไม่มีใครเลยที่ต้องเปลี่ยนศาสนา ขอให้เข้าใจใหม่ด้วยนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าศาสนาเราเห็นแก่ตัว (นิกายคาทอลิกค่ะ)
    • คนคริสต์ รูปประจำตัว

      • โดยคุณ: คนคริสต์
      • เมื่อ[3 สิงหาคม 2551 - 21:14 น.]
      • IP[124.121.19.XXX]
  6. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

    • ความคิดเห็นที่13
    • สวัสดีครับ..ในฐานะที่ผมก็เป็นคริสเตียนคนนึง..อยากมาเป็นพยานว่า..ความรักเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดครับ..พิธีการเป็นเรื่องที่กระทำเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า..และให้เกียรติซึ่งกันและกัน เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี แต่มิได้จัดพิธีกรรมเพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบกันแต่อย่างใดนะครับ
    • คริสเตียนครับ รูปประจำตัว

      • โดยคุณ: คริสเตียนครับ
      • เมื่อ[3 สิงหาคม 2551 - 19:51 น.]
      • IP[124.120.20.XXX]
  7. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  8. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  9. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  10. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  11. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  12. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

    • ความคิดเห็นที่7
    • คนที่แต่งแบบ คริสเตียน เขาต้องเป็นคริสเตียน
      ปกติแล้ว ศิษยาภิบาล เขาจะไม่จัดพิธีให้กับคนที่ไม่ได้เชื่อพระเจ้าในโบสถ์ ไม่ใช่ว่า คนที่นับถือพุทธแล้วอยากจะแต่งในโบสถ์ก็แต่งได้ครับ เพราะฉนั้น ไม่มีอะไรจะกลืนวัฒนธรรม ไทย หรือ ชาวพุทธหรอกครับ คนที่แต่งในโบสถ์ เพราะเขาเป็นคริสเตียน เชื่อในพระเจ้า เท่านั้น
    • a รูปประจำตัว

      • โดยคุณ: a
      • เมื่อ[3 สิงหาคม 2551 - 13:52 น.]
      • IP[192.168.1.XXX]
  13. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  14. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  15. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

    • ความคิดเห็นที่4
    • อยากจะบอกอะไรอย่างหนึ่ง
      สำหรับผุ้ที่ชื่นชอบฝรั่งและใฝ่ฝันอยากจะแต่งงายด้วย คือ
      การแต่งงายฝรั่ง ไม่เหมือนการแต่งงายไทย ไม่มีสินสอด งานก็ต้องร่วมกันจ่าย
      ฝ่ายหญิงต้องจ่ายค่าชุดฝ่ายชายและตนเอง ส่วยฝ่ายชายจะจ่ายเรื่องโบสถ์และอาหาร

      แต่งแบบไทยดีกว่าไหม ??
      มีสินสอด ฝ่ายชายจ่าย
      ฝ่ายหญิงเสียเปรียบมาเกือบทั้งชีวิต
      จะได้เปรียบก็ตอนแต่งงานี่แหละ

      คิดดีๆก่อนตัดสินใจ
    • คนคอมเม้น รูปประจำตัว

      • โดยคุณ: คนคอมเม้น
      • เมื่อ[3 สิงหาคม 2551 - 10:44 น.]
      • IP[74.215.1.XXX]
  16. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

  17. Re: พิธีแต่งงานแบบชาวคริสต์

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้